1. บทนำ
พุทธทาสกลายเป็นตัวแทนของปัญญาชนชาวพุทธที่มีความโดดเด่นและเป็นพระที่เป็นที่ชื่นชอบของชนชั้นกลางเป็นอย่างมากทั้งในฐานะเป็นนักคิด นักเขียน ผู้มีคำสอนที่เข้ากันได้ดีกับสังคมสมัยใหม่ โดยเฉพาะการปฏิเสธไสยศาสตร์ ความงมงายที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ การวิจารณ์พุทธทาสนั้นมีอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะหลังความตึงเครียดทางการเมืองหลังรัฐประหาร 2549 เป็นต้นมา เนื่องจากฝ่ายที่สนับสนุนเผด็จการรัฐบาลทหารและฝ่ายต่อต้านนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง มักจะใช้คำสอนของพุทธทาสเป็นจุดอ้างอิง อย่างไรก็ตาม ในมิติทางประวัติศาสตร์ ยังขาดผู้อภิปรายถึงสถานการณ์ที่พุทธทาสถูกท้าทายจากชาวพุทธที่ไม่เห็นด้วยอย่างรุนแรงที่เกิดขึ้นในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของสงครามเย็น พุทธทาส แม้จะเป็นพระเถรวาทไทย แต่ก็ถูกมองว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงทางศาสนา บทความนี้ต้องการจะนำเสนอบทบาทของสิ่งพิมพ์ทางพุทธศาสนาที่ส่งผลต่อการขึ้นมาครองอำนาจนำของการเผยแพร่ธรรมะของพุทธทาส ซึ่งกินขอบเขตตั้งแต่ปฏิวัติ 2475 ไปจนถึงต้นทศวรรษ 2520 และการโต้แย้งต่อข้อเสนอพุทธทาสจากฝ่ายอนุรักษ์นิยมอีกขั้วหนึ่งที่ไม่เห็นด้วยกับพุทธทาสเป็นอย่างยิ่ง
2. ผลงานพุทธทาส ยุคบุกเบิก ระหว่างปี 2475-2500
พุทธทาสภิกขุ หรือพระเงื่อม อินทฺปัญโญ ได้มีโอกาสมาศึกษาเล่าเรียนในเมืองหลวง ก่อนจะกลับไปสร้างชุมชนชาวพุทธเชิงทดลองของเขาขึ้นที่เรารู้จักกันต่อมาคือ สวนโมกขพลาราม อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี อันเป็นบ้านเกิดของเขานั่นเอง น่าสังเกตว่า แม้จะอยู่ห่างไกลจากเมืองหลวง มาตั้งตัวอยู่ในอำเภอต่างจังหวัด แต่พุทธทาสก็ไม่ได้ปิดตัวเองอยู่ในถ้ำนั่งภาวนาเพื่อต้องการบรรลุธรรมหรือเป็นอาจารย์ผู้ทรงฤทธิ์ ในทางตรงกันข้าม เขามุ่งหน้าค้นคว้า เขียนหนังสือ พยายามสื่อสารกับผู้คนผ่านตัวอักษร โดยใช้หนังสือพิมพ์ ที่ชื่อ พุทธสาสนา เป็นจุดเริ่มต้น เรียกได้ว่าพุทธทาสทำหน้าที่กึ่งสื่อมวลชนตั้งแต่ปี 2476 (ทิวาพร อภัยพัฒน์, 2560, หน้า 53) หลังปฏิวัติไม่นาน หนังสือพิมพ์นี้จะถูกส่งไปให้กับสมาชิกถึงกรุงเทพฯ ในเวลาต่อมา เป็นจุดที่เชื่อมความคิดของพุทธทาสกับโลกภายนอก
พุทธทาสยังได้วิจารณ์การศึกษาพุทธศาสนาของกลุ่มอภิธรรมเมื่อปี 2477 ว่า ผู้สอนให้ความสำคัญกับเนื้อหาแต่ไม่ประยุกต์มาใช้กับการปฏิบัติธรรม โดยเขาใช้วลีว่า “เกิดปริยัติปลอมเทียมขึ้นได้ง่าย” “การปริยัติย่อมเกิดเสนียดเศร้าหมองขึ้นในตัว” จนเกิดปฏิกิริยาเป็นจดหมายเสนอให้ผู้เขียนลาออกจากกองบรรณาธิการ (ทิวาพร อภัยพัฒน์, 2560, หน้า 55-57) แสดงให้เห็นว่า เสียงจากสิ่งพิมพ์นี้ก้องไปถึงผู้รับ จนเกิดเสียงสะท้อนกลับมา เท่ากับว่าการสื่อสารด้วยพุทธสาสนานั้นหวังผลได้จริง
สวนอักษรของพุทธทาสค่อยๆ ผลิบาน ไปพร้อมกับสภาพสังคมการเมืองในระบอบใหม่ ความเป็นไปได้ใหม่ๆ ในการตีความพุทธศาสนาในยุคนี้ส่งผลให้เขาผลิตงานนานาประเภทออกมา ด้วยความที่จบเปรียญ 3 ประโยค ทำให้ภิกษุหนุ่มรูปนี้มีทักษะเพียงพอที่จะแปลบาลีไตรปิฎก ผลงานชิ้นสำคัญอีกชิ้น ได้แก่ พุทธประวัติจากพระโอษฐ์ (พุทธทาสภิกขุ, 2515, หน้า (7)-(8), (16)) เป็นการเรียบเรียงประวัติของพระพุทธเจ้า บนสมมติฐานว่า พระไตรปิฎกเป็นถ้อยคำของพระพุทธเจ้า จึงได้ทำการสกัดเอาประวัติของพระพุทธเจ้าที่กล่าวไว้ต่างกรรมต่างวาระในไตรปิฎกออกมาเรียบเรียงและเขียนขึ้นในสำนวนของตนเอง
นอกจากสวนโมกข์แล้ว ยังมีธรรมทานมูลนิธิที่เป็นองค์กรที่ตั้งขึ้นมาดูแลสวนโมกข์ และมีความใกล้ชิดกับพุทธทาส มูลนิธินี้ได้ตีพิมพ์หนังสือ คู่มืออุบาสกอุบาสิกา ภาค 1-2; ทำวัตรเช้าเย็น ; และ, สวดมนต์พิเศษบางบทแปลไทย เมื่อปี 2481 มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมพุทธศาสนาในยุค “กึ่งพุทธกาล” และ เพื่อเป็นธรรมที่ช่วย “ดับไฟให้ทุกคราวที่เกิดขึ้นในการประกอบการงานทุกชนิด ในโลกนี้” นอกจากเป็นหนังสือสวดมนต์แล้วยังใช้เป็นหนังสือธรรมะได้ด้วย (สำนักโมกขพลาราม, 2513, หน้า ข-ฉ) หนังสือเล่มนี้จึงมีลักษณะเป็นหนังสือคู่มือในลักษณะ How to ที่ปัจเจกสามารถใช้เรียนรู้และปฏิบัติธรรมได้ด้วยตนเอง ทำให้พวกเขาศึกษาอยู่ที่บ้านได้ไม่จำเป็นต้องไปวัด ความนิยมของหนังสือเล่มนี้อาจดูจากการพิมพ์ซ้ำ นั่นคือ ได้มีการตีพิมพ์ครั้งที่ 3 ในปี 2499, ครั้งที่ 5 ปี 2500 (สำนักโมกขพลาราม, 2520, หน้า ก-ง)
หนังสือของพุทธทาสยังใช้วิธีการผลิตจากการถอดเทปบรรยาย ซึ่งงานจำนวนมากของเขาจะถูกผลิตด้วยวิธีเช่นนี้ในยุคหลังๆ หนังสือแรกๆ ที่ใช้วิธีนี้คือ วิถีแห่งการเข้าถึงพุทธธรรม เนื้อหาได้นำมาจากคำบรรยายที่พุทธธรรมสมาคมพิมพ์แจกตั้งแต่ปี 2483 ความนิยมสะท้อนจากสถิติการพิมพ์แจกหลายครั้งที่รวมกว่า 5,000 เล่ม สัญญา ธรรมศักดิ์ ได้กล่าวไว้เมื่อการพิมพ์ซ้ำในปี 2489 ว่า ผู้ต้องการหนังสือเล่มนี้มีตั้งแต่บรรพชิต, นักศึกษา, นิสิตในมหาวิทยาลัย, นายทหาร, ตำรวจ, นักธุรกิจการค้า, ข้าราชการหนุ่มๆ ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด (พระธรรมโกศาจารย์, 2489ก, หน้า ข-ค) สะท้อนให้เห็นถึงฐานผู้อ่านจากคนรุ่นใหม่ ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ผู้คนตั้งคำถามกับตัวเองและสังคม ในโลกที่วุ่นวายและปั่นป่วนไปจากภัยสงคราม การผลิตซ้ำในรูปแบบหนังสืออนุสรณ์งานศพ จะทวีความนิยมขึ้นตั้งแต่ปี 2489 (พระธรรมโกศาจารย์, 2489ก; พระธรรมโกศาจารย์, 2489ข) ถ้อยแถลงประกอบ หุตะสิงห์ภายในหนังสือได้สะท้อนความคิดของผู้อ่านอย่างน่าจับตามอง นั่นคือ
“หนังสือนี้ได้เขียนขึ้นโดยใช้วิธีการเขียนแบบใหม่ซึ่งแทบจะไม่เคยได้พบมาก่อนในหนังสือธรรมอื่นๆ คือ ได้เขียนขึ้นโดยใช้ถ้อยคำธรรมดาเป็นส่วนมาก อ่านเข้าใจง่ายแต่มีความหมายลึกซึ้งจับใจผู้อ่านได้อย่างประหลาด เป็นวรรณกรรมชั้นหนึ่งที่ทำให้เรารู้แจ้งถึงพระธรรมแห่งพุทธศาสนาไปทีละขั้นจนถึงขั้นสุดยอด พร้อมทั้งได้ชี้แจงแสดงเหตุผลไว้อย่างกระจ่างชัดว่า หัวข้อธรรมแห่งพระพุทธองค์ที่ได้ทรงสั่นสอนไว้ในครั้งกระโน้นนั้น เป็นความจริงที่ยั่งยืนไม่รู้จักแปรผันตลอดมาทุกยุคทุกสมัย ตราบเท่าปัจจุบันอันเรียกได้ว่า สมัยวิทยาศาสตร์นี้ก็มิอาจที่จะหาข้อพิศูจน์อันใดมาลบล้างความจริงแห่งพระธรรมนี้เสียได้แม้แต่น้อย”
(พระธรรมโกศาจารย์, 2489ข, หน้า ค)
วิถีแห่งการเข้าถึงพุทธธรรม เริ่มขยับไปสู่การตีความและท้าทายความเชื่อเดิม มีความโดดเด่นอยู่ที่ใช้ถ้อยคำธรรมดา อ่านเข้าใจง่าย ทั้งยังมีความหมายลึกซึ้ง และสอดคล้องกับ “สมัยวิทยาศาสตร์” ที่ผู้คนให้ความเชื่อถือความเป็นเหตุเป็นผลซึ่งตรงข้ามกับความงมงายและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย การกล่าวโจมตีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของคนกลุ่มนี้ เกิดจากการเฟื่องฟูของเกจิอาจารย์ และเครื่องรางของขลังตั้งแต่ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา เนื่องจากเป็นความหวังและสิ่งยึดเหนี่ยวในสภาพที่บ้านเมืองระส่ำระสาย ชีวิตผู้คนตกอยู่ใต้ความเสี่ยงที่ควบคุมความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินไม่ได้ (นริศ จรัสจรรยาวงศ์, 2568, หน้า 278-361)
ยิ่งสภาพสังคมหลังสงครามโลกที่เสื่อมโทรมลงก็เป็นที่ตระหนักกันอย่างยิ่งว่าศาสนานั้น “เป็นที่พึ่งยิ่งกว่าในสมัยใดอื่น” ร่วมกับ “ความปั่นป่วนยุ่งเหยิงในทางเศรษฐกิจและการเมือง การชุกชุมของโจรผู้ร้าย และความทวีขึ้นของการกระทำในทางทุจริตนานับประการ ซึ่งเกิดขึ้นไม่ว่า ณ ประเทศใดในสมัยหลังสงครามนี้” (พระธรรมโกศาจารย์, 2489ข, หน้า ก-ข) ความนิยมของพุทธทาสทำให้หนังสือเล่มนี้ได้รับตีพิมพ์ซ้ำในหนังสืออนุสรณ์งานศพอีกเมื่อปี 2491, 2492, 2493, 2496, 2498 เป็นอย่างน้อย (พระธรรมโกศาจารย์, 2491; พระธรรมโกศาจารย์, 2492; พระธรรมโกศาจารย์, 2493; พระธรรมโกศาจารย์, 2496; พระธรรมโกศาจารย์, 2498)
พุทธทาสได้สั่งสมชื่อเสียงและความนิยมจากบทบาทตีพิมพ์หนังสือและการบรรยาย จนทำให้เขาได้โอกาสแสดงธรรมในวาระต่างๆ เช่น การแสดงปาฐกถา “พุทธธรรมกับเจตนารมณ์ประชาธิปไตย” ปี 2490 ในครั้งนั้นปรีดี พนมยงค์ นักการเมืองผู้ทรงอิทธิพลที่สุดคนหนึ่งของประเทศก็เดินทางมาฟังด้วย (วิศรุต บวงสรวง, 2556, น. 61) ต่อมาคือ ปาฐกถาที่ทำให้พุทธทาสถูกวิจารณ์และกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์คือ “ภูเขาแห่งวิถีพุทธธรรม” (2491 ณ พุทธสมาคมแห่งประเทศไทย กรุงเทพฯ) หลังจากนั้นก็ยังมี “ความจำเป็นของมนุษย์จะต้องมีสาสนา” (2495), “พระพุทธศาสนากับสังคม” (2495) ก่อนรัฐประหารไม่นานก็ยังมีปาฐกถาอย่างน้อยอีก 3 ครั้งคือ “พุทธบริษัทกับลัทธิวัตถุนิยม” (2500 ณ ศาลาอเมริกัน), “วัตถุนิยม ปมตโลกกถา” (2500) และ “วัตถุอาทีนวกถา วัตถุนิยม” (2500 ณ พุทธสมาคม สระบุรี)” (วิศรุต บวงสรวง, 2556, น. 68-74) กรณีที่พุทธทาสถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์นั้น มาจากการบรรยายวิพากษ์อันเผ็ดร้อนต่อพุทธศาสนาที่ผสมผสานอยู่กับความเชื่อแบบสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เชื่อมโยงกับจักรวาลไตรภูมิ ข้อหานี้จะทำให้เขาต้องรับมืออีกในภายภาคหน้า เมื่อการเมืองเข้มข้นมากขึ้นไปตามสถานการณ์ที่ตึงเครียดระหว่างรัฐบาลกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.)
พุทธทาสยังได้สร้างสัมพันธ์กับเครือข่ายตุลาการ เริ่มจากการได้รับเชิญให้ไปบรรยายอบรมผู้ที่จะเข้าไปเป็นผู้พิพากษา จนนำคำบรรยายมาตีพิมพ์เป็นหนังสือชื่อ หลักพระพุทธศาสนา เมื่อปี 2499 หนังสือเล่มนี้จัดทำโดยร้านหนังสือธรรมะที่ชื่อสุวิชานน์ แถบสามยอด กรุงเทพฯ (พุทธทาสภิกขุ, 2508ก) มารดาของผู้เขียนเคยเล่าให้ฟังในช่วงเดือนพฤษภาคม 2567 ว่า ช่วงทศวรรษ 2500 ร้านหนังสือสุวิชานน์เป็นแหล่งรวมหนังสือธรรมะที่รู้จักกันดีในหมู่นิสิต นักศึกษาและคนรุ่นใหม่ ดังนั้น จะเห็นว่า พุทธทาสนั้นเริ่มกลายเป็นผู้ทรงอิทธิพลอย่างยิ่ง ในฐานะพระภิกษุรุ่นใหม่กับการตีความและเผยแพร่พุทธศาสนา
ตารางที่ 1 แสดงผลงานและประวัติการพิมพ์ซ้ำอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะคู่มืออุบาสก อุบาสิกาฯ ที่จะถูกพิมพ์ซ้ำจำนวนเรือนแสนในทศวรรษถัดไป
ที่มา : พุทธทาสภิกขุ และปิ่น มุทุกันต์, 2509; พุทธทาสภิกขุ, 2501ก; พุทธทาสภิกขุ, 2501ข; พุทธทาสภิกขุ, 2503; พุทธทาสภิกขุ, 2506ก; พุทธทาสภิกขุ, 2506ข; พุทธทาสภิกขุ, 2508ข; พุทธทาสภิกขุ, 2509; สำนักโมกขพลาราม, 2513; สำนักโมกขพลาราม, 2520; พระธรรมโกศาจารย์, 2510; พระธรรมโกศาจารย์, 2511; พระธรรมโกศาจารย์, 2514ก; พระธรรมโกศาจารย์, 2514ข; พระธรรมโกศาจารย์, 2515ก; พระธรรมโกศาจารย์, 2515ข; พระธรรมโกศาจารย์, 2515ค; พระธรรมโกศาจารย์, 2515ง; พระธรรมโกศาจารย์, 2515จ;พระธรรมโกศาจารย์, 2515ฉ; พระธรรมโกศาจารย์, 2516ก; พระธรรมโกศาจารย์, 2516ข;พระธรรมโกศาจารย์, 2517
4. การฟื้นตัวของแนวคิดจักรวาลไตรภูมิ จิตวิญญาณ และภพภูมิอันศักดิ์สิทธิ์
งานของนนทวุฒิ ราชกาวี ได้ชี้ให้เห็นว่า แนวคิดพุทธศาสนากับอุดมการณ์อนุรักษนิยมที่เติบโตมาจากช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 มาสู่ปลายทศวรรษ 2510 ซึ่งเป็นช่วงสงครามเย็นพุ่งขึ้นไปอยู่ในจุดสูงสุด เนื่องจากการยึดครองของพรรคคอมมิวนิสต์ในประเทศเวียดนาม ลาวและกัมพูชา เช่นเดียวกับการต่อสู้ด้วยอาวุธหนักระหว่างรัฐบาลกับพคท. ส่วนในเขตเมืองนั้น จุดตัดสำคัญก็คือ เช้าของวันที่ 6 ตุลาคม 2519 เมื่อรัฐได้ส่งกองกำลังเข้าไปปราบปรามนักศึกษาและประชาชนในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่ชุมนุมต่อต้านรัฐบาลกรณีที่ถนอม กิตติขจร กลับเข้ามาในประเทศเพื่อบวชเป็นพระภิกษุ โศกนาฏกรรมแถวสนามหลวงจบลงด้วยรัฐประหารและภาพอันโหดเหี้ยม ในที่สุดก็ได้จัดตั้งรัฐบาลอนุรักษนิยมสุดขั้วขึ้นมา สำหรับวงการพุทธศาสนาเอง การกลับมารุ่งเรื่องของพุทธศาสนาแบบชาวบ้านที่ให้ความสำคัญกับจักรวาลไตรภูมิ นรก สวรรค์ สิ่งศักดิ์สิทธิ์และเครื่องรางของขลังกลับมาอีกครั้ง ผิดแต่ไม่ได้เกิดขึ้นบนฐานความเสี่ยงแบบสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่มีการต่อสู้กันแบบเปิดเผยเป็นสงครามระหว่างประเทศ แต่เกิดขึ้นบนความหวาดกลัวว่า คอมมิวนิสต์จะยึดครองประเทศ ทำให้สถาบันชาติ ศาสน์ กษัตริย์ต้องล่มจม โดยเฉพาะเมื่อพวกเขาเห็นตัวอย่างที่รุนแรงจากการปฏิวัติวัฒนธรรมในจีนแล้ว การจัดตั้งและรวมตัวของฝ่ายอนุรักษนิยมในวงการพุทธศาสนาจึงมีเหตุผลรองรับในระดับหนึ่ง เราจะเห็นพระฤาษีลิงดำ เดินทางไปกับคณะของหม่อมเจ้าวิภาวดีรังสิต และทหาร บางครั้งไปถึงเขตรอยต่อระหว่างพื้นที่สีแดงเพื่อแจกจ่ายเครื่องรางให้กับทหารและตำรวจตระเวนชายแดน ทั้งคู่ฝึกกรรมฐานด้วยกันอยู่เสมอ และวันที่หม่อมเจ้าวิภาวดีถูกยิงเฮลิคอปเตอร์ ก่อนจะสิ้นพระชนม์ยังขอให้พระฤาษีลิงดำถวายบังคมลาพระเจ้าอยู่หัวแทน (นนทวุฒิ ราชกาวี, 2556, น. 122-127)
จนกว่า พคท.จะพ่ายแพ้เมื่อกลางทศวรรษ 2520 ชาวพุทธที่ประกาศต่อสู้กับมารศาสนาจะปักหลักอย่างมั่นคงและเข้มแข็ง จึงไม่แปลกว่า การเคลื่อนไหวของชาวพุทธหัวรุนแรงได้จับตาความเปลี่ยนแปลงในวงการพุทธศาสนาและพยายามเข้าไปจัดระเบียบและกดดันผู้ที่ไม่อยู่ในร่องในรอย หรือกระทั่งดูจะเป็นภัยต่อความมั่นคง พุทธทาสเองก็เป็นหนึ่งในนั้น
5. คำสอนเดียรถีย์ เผยสัทธรรมปฏิรูป
ดังที่กล่าวมาแล้ว พุทธทาสเคยถูกมองว่า เป็นคอมมิวนิสต์จากงานเขียนและการบรรยายของเขา ตั้งแต่ทศวรรษ 2490 แต่ก็ยังถือว่าเป็นสถานการณ์ที่ยังไม่รุนแรงนัก หนังสือของชาวพุทธขวาจัดที่เกิดขึ้นช่วงทศวรรษ 2520 ได้โจมตีพุทธทาสอย่างเป็นระบบ จะขอเริ่มอภิปรายก่อนด้วยเล่ม คำสอนเดียรถีย์ (ภิกษุชยานันโท และคณะ, 2522) หนังสือเล่มนี้วิจารณ์พุทธทาสอย่างถึงพริกถึงขิงและตรงไปตรงมาไม่ได้อ้อมค้อม บางหัวข้อได้ใช้สำนวนแทบไม่ต่างจากสำนวนนักหนังสือพิมพ์ข่าวสดที่เขียนโจมตีพระยันตระ วัดพระธรรมกาย และอลัชชีทั้งหลายในยุคต่อมา ผู้เรียบเรียงได้แก่ ภิกษุชยานันโท ซึ่งเป็นนายตำรวจเก่าคือ อนันต์ เสนาขันธ์ (ต่อมาจะเขียนหนังสือโจมตี สำนักปู่สวรรค์) นัยสำคัญของการวิพากษ์ มิใช่เพราะว่าพุทธทาสทำการสอนบิดเบือนอย่างเดียว แต่เพราะการกระทำของพุทธทาสเชื่อมโยงกับพวกซ้ายใหม่และสังคมนิยม อันจะเป็นประตูเปิดไปสู่การยึดครองของคอมมิวนิสต์
หนังสือเล่มนี้เป็นการรวมบทความของนักเขียน 6 คน มีทั้งพระชาวอเมริกัน, นักวิทยาศาสตร์, ผู้ที่เรียนจบจากสหรัฐอเมริกา, อาจารย์สอนพระอภิธรรม รวมไปถึงนายทหารที่เป็นอาจารย์โรงเรียนเสนาธิการ เกือบทั้งหมดโจมตีพุทธทาสโดยตรง มีลักษณะร่วมกันคือ เชื่อถือเรื่องจิตวิญญาณ ไตรปิฎก และพระอภิธรรม ขณะเดียวกันก็แสดงให้ผู้อ่านรู้ว่า พวกตนนั้นมีความรู้สูงทั้งในด้านภาษาอังกฤษ และมีความรู้ในระดับแวดวงวิทยาศาสตร์ หรือปรัชญาตะวันตกที่มีความชอบธรรมมากพอที่จะวิพากษ์พุทธทาสในแง่มุมต่างๆ
โดยบริบทของหนังสือนี้ที่ออกมาในช่วงหลัง 6 ตุลาคม 2519 เพียง 3 ปี หลังจากที่หม่อมเจ้าวิภาวดีรังสิต อสัญกรรมถูกลอบสังหารเพียง 2 ปี ถือว่า เป็นช่วงเวลาที่ประชาชนหนีการปราบปรามจากภาครัฐไปสมทบกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยในเขตฐานที่มั่นเป็นอย่างมาก จึงถือเป็นช่วงที่ความตึงเครียดดังกล่าวยังคงลุกโชนอยู่ทั่วไป ในที่นี้จะทำให้เห็นจุดยืนของแต่ละบทความที่มีต่อพุทธทาสอย่างละเอียด
ภิกษุชยานันโท มองพุทธทาสแบบที่คนยุคนี้นึกไม่ถึงว่า
“เมื่อเอ่ยถึงกระบวนการนักเผยแพร่ธรรมด้วยกันแล้ว ฉายา “พุทธทาส” นับว่าติดอยู่ในกลุ่มแนวหน้าด้วยผู้หนึ่ง ใครๆ ก็พากันนิยมชมชื่นในการเผยแพร่ธรรมในแนวแปลกของเขา เพราะเขาใช้คำพูดที่ใหม่แหวกแนว แปลกหูใช้คำไทยสลับอังกฤษ คำอังกฤษสลับบาลี เป็นที่คลุมเคลือไม่แจ้งชัด ใช้ศัพท์แสงที่มีความหมายสองแง่สองง่ามชวนให้สงสัย บางครั้งแปลบาลีตามใจชอบวิปริตผิดครูบาอาจารย์ทั้งหลาย อธิบายพุทธพจน์ตามอัตโนมัติของตัว โดยไม่ถูกต้องตามสาระที่เป็นจริง พยายามบิดเบือนคำสอนที่ลึกซึ้ง ซับซ้อนให้เป็นของง่ายมีความหมายตื้นๆ ซึ่งนับว่าเป็นหมิ่นประมาทพระโพธิญาณของพุทธองค์เป็นอย่างยิ่ง หลอกลวงคนทั่วไปว่า สามารถเรียนรู้พุทธศาสนาได้ภายใน 15 นาที กล่าวเท็จต่อคนไทยทั้งชาติว่า คอมมิวนิสต์มา ศาสนาพุทธก็อยู่ได้”
(ภิกษุชยานันโท และคณะ, 2522, น. 1-2)
พุทธทาสที่เป็นที่นิยมในธรรมแนวแปลก แหวกแนว แต่บิดเบือน แปลบาลีตามใจชอบ สิ่งเหล่านี้อาจมองข้ามไปได้หากพุทธทาสไม่ได้เกี่ยวพันกับคอมมิวนิสต์ แต่พุทธทาสกำลังจะข้ามเส้นนั้น เพราะคำสอนของเขามันดูจะไปกันได้ดีกับพวก “ซ้ายใหม่” ดังที่กล่าวไว้ว่า “การที่พุทธทาส อธิบายธรรมแบบขาวเป็นดำ ดำเป็นขาว ย่อมเป็นที่สบอารมณ์ของบุคคลที่อ้างตัวเองว่าเป็นซ้ายใหม่ที่มีพื้นฐานทางวัตถุนิยม สังคมนิยมมากกว่าจิตนิยมประชาธิปไตย” (ภิกษุชยานันโท และคณะ, 2522, น. 2) ชื่อหนังสือก็มาจากประโยคที่แสดงความไม่พอใจอย่างยิ่งที่ว่า “งานเหล่านี้น่าจะได้ชื่อว่า…เป็นงานของเดียรถีย์ที่แฝงมาในร่างของสมณะผู้ทรงศักดิ์ มากกว่า” (ภิกษุชยานันโท และคณะ, 2522, น. 3)
ที่ผ่านมาไม่มีใครออกมาปกป้องพุทธศาสนาจากพุทธทาส เพราะไม่มีใครอยากเสี่ยงหรือเปลืองตัวออกมาวิจารณ์สิ่งที่พุทธทาสกระทำอันเปรียบเสมือนกับการแพร่ยาพิษ พระผู้ใหญ่เองก็ไม่เอาธุระ เพราะถือว่าเป็นเรื่องกรรมใครกรรมมัน หรือจะได้รับผลกระทบจนเสื่อมสุข ขณะที่พระหนุ่มๆ ก็เกรงว่าหากวิจารณ์แล้วจะกระทบต่อความก้าวหน้าในการเลื่อนยศเป็นเจ้าคุณ พวกเขาถือว่า การที่พุทธทาสปฏิเสธว่าไม่มีวัฏสงสาร ไม่มีการเวียนว่ายตายเกิด และที่การปฏิเสธ “อภิธรรมปิฎก” ที่เป็นหนึ่งในสามของพระไตรปิฎก เป็นเรื่องร้ายแรง พุทธทาสจึงถูกกล่าวหาด้วยข้อหาอุกฉกรรจ์ ก็คือ การเป็นไส้ศึก เปิดประตูให้ศัตรูคอมมิวนิสต์เข้ามาทำลายพุทธศาสนาเร็วยิ่งขึ้น” (ภิกษุชยานันโท และคณะ, 2522, น. 4-9) ดังนั้นชื่อ “พุทธทาส” นั้นไม่ถูกต้อง การทรยศบิดเบือนคำสอนของพระพุทธองค์จึงควรได้ชื่อว่า “ทาสเดียรถีย์” มากกว่า (ภิกษุชยานันโท และคณะ, 2522, น. 31) ภิกษุชยานันโท ได้อุทิศหน้ากระดาษบริภาษพุทธทาสยาวถึง 78 หน้า กินพื้นที่กว่าครึ่งหนึ่งของหนังสือ
บทความอื่นๆ ในเล่มก็วิพากษ์พุทธทาสแต่ไม่เผ็ดร้อนเท่าสำนวนของภิกษุชยานันโท วิจัย อ.ศิวะกุล ผู้อำนวยการอบรมพระอภิธรรมประยุกต์ที่จบปริญญาตรีรัฐศาสตรบัณฑิต และจบปริญญาโทจากสหรัฐอเมริกา ได้วิเคราะห์การใช้ “ภาษาคน ภาษาธรรม” ของพุทธทาสว่า เขาทึกทักเอาเองว่าสิ่งที่เขาเผยแพร่คือคำสอนของพระพุทธเจ้า “ภาษาพุทธทาสชอบเอาความหมายแคบตามที่ท่านติดใจมาแทนความสุขุมกว้างขวางในคำสอนของพระพุทธองค์…ความรู้ว่าตัวกู ของกูนี้คืออะไร ท่านไม่เคยชี้แจงให้กระจ่างแจ้งเลย ได้แต่พูดเอาแต่สามัญสำนึก และมักอ่อนด้วยเหตุผลและขัดแย้งข้อเท็จจริงเสียด้วย” (ภิกษุชยานันโท และคณะ, 2522, น. 117) และในฐานะนักเรียนนอก เขาจึงดูแคลนพุทธทาสที่มักอ้างคำฝรั่งแต่ไม่เข้าใจมันถ่องแท้เมื่อกล่าวถึงด้านความคิดปรัชญา ดังที่อภิปรายว่า “นักปรัชญาฝรั่งถ้าทราบเข้า…คงหัวเราะในใจว่า พุทธทาสนี้บวชเป็นพระในพุทธศาสนาชอบบรรยายธรรมะ คงต้องเอาคำในพุทธศาสนาตีความเอาเองตามใจชอบ” (ภิกษุชยานันโท และคณะ, 2522, น. 112)
สอดคล้องกับพระภิกษุชาวอเมริกันอย่าง พระเบอร์เด้น อุตฺตโม ที่ลงมือเขียนเป็นภาษาไทยในหัวข้อ “พุทธทาสผู้มีความเห็นวิปริต” พื้นเพของเขานั้นเป็นนักวิทยาศาสตร์มาก่อน แม้จะอายุ 48 ปี แต่ก็บวชมาอย่างยาวนานถึง 17 พรรษา อ้างว่าได้ศึกษาธรรมมะมาจากทั้งอินเดีย ลังกา พม่า และไทย พระเบอร์เด้นจึงมีคุณสมบัติอันเป็นอุดมคติที่มากพอจะวิพากษ์และทำลายความน่าเชื่อถือพุทธทาสที่มีอิทธิพลสูงยิ่งในสังคมไทย เขาเริ่มต้นด้วยการยกอังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต เถระสูตร เห็นว่า ภิกษุผู้ประกอบด้วยสิ่ง 5 ประการที่นำความฉิบหายแก่คนหมู่มาก ตรงกับพุทธทาส วิธีการของเขาก็คือ การตั้งประเด็นจากข้อความในหนังสือของพุทธทาสขึ้นมาเช่น ธรรมะกับนักศึกษา, คริสต์ธรรม-พุทธธรรม แล้วใช้บทสนทนาสมมติจากผู้โต้ที่เรียกว่า “เถระ” เป็นข้อๆ ไป เช่น พุทธทาสบอกว่า สวรรค์นรกและการเกิดใหม่เป็นเรื่องงมงาย ไม่มีโดยแท้จริง แม้จะมีก็เป็นอุปมา การเกิดใหม่เป็นการอุบัติทุกขณะจิต และที่น่าสนใจคือมองว่าพุทธทาสนั้น “ยึดถือความเห็นผิดของนิกายมหายาน...ลัทธิมหายานถือว่า ไม่มีตัวเอง เพราะเขาเข้าใจผิดในเรื่องอนัตตา อนัตตา ไม่ได้หมายความว่า ไม่มีตัวเอง อนัตตา หมายความว่า ไม่ใช่ตัวเอง” ที่สำคัญพุทธทาสยังกล่าวหา ติเตียน “อภิธรรมปิฎก” ว่าเป็น “เนื้องอกออกมาภายหลัง และไม่ใช่คำตรัสของพระพุทธเจ้า” หรือการพยายามสร้างความเข้าใจกับคริสต์ศาสนาว่า “อริยมรรค 8 เป็นพระเจ้า พระเจ้าเป็นนิพพาน พระเจ้าเป็นกรรมะ พระเจ้าเป็นธรรมสูงสุด” ก็ทำให้มองว่า เขาเชื่อแบบผิดๆ นำไปสู่ข้อสรุปว่าพุทธทาสเชื่อผิด 4 อย่าง คือ ไม่มีการเกิดใหม่หลังตาย, ไม่มีตัวเอง, คัมภีร์อภิธรรมเป็นที่น่าติเตียน และแก่นสารของคริสต์ธรรมและพุทธธรรมสามารถเข้ากันได้ (ภิกษุชยานันโท และคณะ, 2522, น. 79-88)
คนในกองทัพอย่างบุญเยี่ยม สาริมาน ยศพันเอก ผู้เป็นอาจารย์โรงเรียนเสนาธิการทหารบก ตอบโต้เรื่องการปฏิเสธเรื่องผีและเทวดา เขายืนยันว่า “มีหลายสำนักที่ไล่ผีได้ แต่มีเพียงสำนักเดียวเท่านั้นที่ผู้เขียนทราบที่อธิบายได้อย่างชัดเจนว่ามีเหตุ มีปัจจัยอย่างไร ที่สามารถไล่ผีออกได้ และสามารถเชิญเทวดามาช่วยได้ทุกเวลา คือ ที่อภิธรรมมูลนิธิ วัดโพธิ์นี้” (ภิกษุชยานันโท และคณะ, 2522, น. 129)
ส่วนบทความของภิกษุธัมมานุสารี เรื่อง “ภาษาคนหรือภาษาธรรม?” ที่ตีพิมพ์มาก่อน ในปี 2421 ก็ได้ชี้ให้เห็นปัญหาการตีความของพุทธทาสว่า มักลากเข้าความเพื่ออธิบายอย่างใหม่ ดูเป็นวิทยาศาสตร์ ดังว่า “แต่ใครจะคิดเห็นอย่างไรนั้นก็ไม่สู้จะสำคัญเท่าพระภิกษุในปัจจุบันนี้มีความเชื่อแบบเจ้าปายาสิแล้วยังไม่พอ กลับพยายามหาทางที่จะอธิบายข้อความในพระไตรปิฎกให้สอดคล้องตามทิฏฐิของคนในยุควิทยาศาสตร์เฟื่องนี้เสียอีกด้วย” “เรื่อง “ภาษาคน” กับ “ภาษาธรรม” เช่นที่ว่านี้ดูเหมือนว่าจะเป็นคำอธิบายที่กำลังเป็นที่ถูกอกถูกใจกันอย่างมากในหมู่นักศึกษา และปัญญาชนผู้มีความเชื่อทางวิทยาศาสตร์กันอย่างแน่นแฟ้น และไม่ได้ศึกษาธรรมะจากพระไตรปิฎกโดยตรง” ซึ่งเขาก็ได้ชี้ให้เห็นปัญหาการตีความและอธิบายเรื่องปฏิจจสมุปบาท แต่กระนั้นพุทธทาสก็ไม่ได้อธิบายภาษาธรรมไว้จนครบถ้วน หรือการแปลผิด ทิ้งไว้คลุมเครือจนเกิดการตีความ ทั้งที่พระพุทธองค์เน้นการใช้ภาษาให้เข้าใจความหมาย (ภิกษุชยานันโท และคณะ, 2522, น. 139-140)
การอ้างความเป็นเหตุเป็นผลและวิทยาศาสตร์ของพุทธทาสอยู่เสมอ ทำให้หนังสือเล่มนี้มีนักวิทยาศาสตร์ผู้สนใจเรื่องลี้ลับอย่าง คลุ้ม วัชโรบล นักชีววิทยาดีกรี ดร. ที่ครองตำแหน่งศาสตราจารย์ เขาได้เขียนบทความชื่อว่า “ผี เทวดา สิ่งศักดิ์สิทธิ์มีจริงหรือ?” เขากล่าวอ้างอยู่ 2 ประเด็น ประเด็นแรกเถียงได้ด้วยยากเนื่องจากอิงสถาบันกษัตริย์ นั่นคือ “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวองค์ปัจจุบัน ทรงสร้างพระเครื่องรางของขลังด้วยพระหัตถ์ของพระองค์เอง และพระองค์ยังได้เสด็จไปในที่ต่างๆ ทำพิธีบวงสรวงพระวิญญาณของวีรกษัตริย์ไทยเป็นประจำ…นี่พอจะรวบรัดเรื่องเกี่ยวกับเทวดาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้แล้ว” (ภิกษุชยานันโท และคณะ, 2522, น. 151) ในอีกด้าน พยายามอธิบายด้วยทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ เรื่องของ วิญญาณ นั่นคือ “อีกทฤษฎีหนึ่งอ้างว่า นอกจากชีวิตต้องมีโปรโตปลาสซึมแล้ว ยังต้องมีพลังงานแห่งชีวิต Vitalenergy อีกด้วย หรืออีกนัยหนึ่งต้องมี วิญญาณ มิฉะนั้นจะเป็นชีวิตขึ้นมาไม่ได้ ทฤษฎีนี้เรียกว่า Vitalistic Theory” “ตอนปฏิสนธินั่นแหละที่วิญญาณเริ่มเข้าสู่เด็ก” (ภิกษุชยานันโท และคณะ, 2522, น. 152)
ส่วนบุญมี เมธังกูรนั้น เป็นอาจารย์สอนพระอภิธรรมสำนักวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม หรือวัดโพธิ์ อดีตเคยเป็นครู แล้วออกมาทำธุรกิจผลิตชอล์ก จนกลายเป็นบริษัทใหญ่โต ก่อนที่จะได้มาพบกับพระอภิธรรมที่ยังความเลื่อมใสให้แก่เขาอย่างยิ่ง (อาลัยพระอาจารย์ บุญมี เมธางกูร, 2535, หน้า 1-3) เขามากับหัวข้อ “ภิกษุผู้ทำลายพุทธศาสนา” เขาชี้ให้เห็นว่า พุทธทาสนั้น ศึกษาเข้าไปถึงความลึกซึ้งไม่ไหว และแสดงธรรมออกมาจนพุทธศาสนาเสียหาย นั่นคือ เรื่อง การเวียนว่ายตายเกิดไม่มี และเกิดเป็นผีสางเทวดาไม่ได้ และยังสอนแต่ศีลธรรมจรรยาที่คนทั้งหลายรู้กันอยู่แล้ว และมองว่าลูกศิษย์พุทธทาสที่มีอยู่มากมาย รวมไปถึง “ผู้นิยมการเมืองไปทางซ้าย” ที่เชื่อว่า “ศาสนาเป็นยาเสพติด” ได้กระจายความเห็นผิดเรื่องเกิดชาติหน้าไม่ได้ ทำให้เขากลายเป็นตัวเปิดประตูเพื่อต้อนรับผู้ที่ชอบการเมืองที่ไม่เอาศาสนาให้มาทำลายพระพุทธศาสนา และให้พระภิกษุสงฆ์ต้องออกไปทำไร่ไถนาโดยเร็ว (ภิกษุชยานันโท และคณะ, 2522, น. 89-100)
6. โต้...พุทธทาส เรื่อง “จิตว่าง”
บุญมี เมธางกูร ยังออกหนังสือตามมาอีกเล่มนั่นคือ โต้..ท่านพุทธทาส! เรื่อง “จิตว่าง” เล่ม 1 (บุญมี เมธางกูร, 2522) การที่เขายกตัวบทจากหนังสือ อภิธรรมคืออะไร? ของพุทธทาสมาโต้แย้งโดยตรง หนังสือนี้มาจากการบรรยายเมื่อปี 2514 (บุญมี เมธางกูร, 2522, น. 67) สะท้อนให้ถึงการพยายามปกป้องสิ่งที่พุทธทาสโจมตีพระอภิธรรมโดยตรง บุญมีเล่าว่า เขาเปิดโรงเรียนพระอภิธรรมขึ้นตั้งแต่ปี 2496 ณ พุทธสมาคมแห่งประเทศไทย (บุญมี เมธางกูร, 2522, น. 61) แสดงให้เห็นทั้งความเชี่ยวชาญและผูกพันกับการเรียนการสอนพระอภิธรรม หนังสือเล่มนี้ยังสะท้อนว่า หลังจาก คำสอนเดียรถีย์ ออกจำหน่าย ปรากฏว่าพระเถระบางคนเห็นว่าเป็นการอาจเอื้อมโจมตีพระผู้ใหญ่ให้ได้รับความเสียหาย ซึ่งบุญมีก็เห็นว่า สิ่งที่พวกเขาทำนั้นเป็นการปกป้องสถาบัน และถามกลับว่า “ท่านอยากจะให้ฝ่ายซ้ายที่ไม่เอาศาสนา เห็นศาสนาเป็นยาเสพติดเข้ามาได้ง่ายๆ หรืออย่างไร พวกผมต่อสู้เพื่อพระพุทธศาสนา เพื่อบัลลังก์สงฆ์ เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และก็เพื่อจะให้ท่านนั่นแหละยังอยู่ได้นานต่อไป ท่านไม่ชอบหรือ” (บุญมี เมธางกูร, 2522, น. 62)
เรียกได้ว่า พุทธทาสเปิดศึก กับ สำนักพระอภิธรรม และโดนโต้กลับอย่างดุเดือด สำนักพระอภิธรรมต่างจากสำนักวิปัสสนาที่เน้นการปฏิบัติสมาธิภาวนาตามครูบาอาจารย์ แต่เป็นการศึกษาตัวบทพระอภิธรรมอย่างจริงจังเข้มข้น ดังที่เขากล่าวอ้างว่า เรียนวันละ 2 ชั่วโมง เป็นปีๆ ก็ยังไม่จบ บุญมี ได้ยกตัวอย่างความเห็นผิดที่พุทธทาสสอนคน จากนักศึกษาพระอภิธรรมของตน เช่น กรณีหนึ่งที่ชอบใจหนังสือพุทธทาส และเชื่อว่า “เมื่อไม่มีชาติหน้าจึงได้ทำบาปเป็นการใหญ่ เช่น ร่วมใจกันสร้างโรงงานฆ่าสัตว์เป็นต้น เพราะเชื่อตามท่าน ว่าการเวียนว่ายตายเกิดไม่มี กรรมที่กระทำไปแล้วจะให้ผลในชาติหน้าไม่ได้…รู้สึกเสียใจมากที่สุดในการทำบาปที่ผ่านมา” นักศึกษาอภิธรรมอีกคนสารภาพว่า “ผมจะทำอย่างไรดี ผมฆ่าคนตายมาหลายคนโดยไม่ผิดฎหมายเสียด้วย เพราะผมเป็นนายตำรวจขั้นสารวัตร สมัยที่ผู้นำของประเทศท่านหนึ่งได้สั่งว่า ถ้ารู้แน่ว่าเป็นตีนแมว รู้แน่ว่าเป็นอันธพาลก็ให้เก็บเสีย ไม่ต้องพิจารณาตามขั้นตอนของกฎหมายให้เสียเวลา ผมก็ยัดข้อหาว่าหนีที่คุมขังบ้าง ต่อสู้เจ้าพนักงานบ้าง แล้วก็ทำลงไปหลายคน ผมฆ่าคนหลายคน บาปนักเช่นนี้ก็เพราะผมไม่เชื่อผลของกรรม และการเวียนว่ายตายเกิดของผู้ที่มีความเห็นผิดแล้วผู้สอนท่านนี้อวดฉลาดอ้างด้วยว่า พระพุทธเจ้าสอนเอาไว้” (บุญมี เมธางกูร, 2522, น. 71-72) บุญมียังเห็นว่า “ท่านพุทธทาสสอนให้กระทำการสิ่งใดก็ให้หวังผลแต่เพียงในชาตินี้เป็นสำคัญ เมื่อชาติหน้าไม่มีเสียแล้วจะเรียนธรรมะไปทำไมกัน ดังนั้น จึงได้ชื่อว่า ท่านปิดกั้นปัญญาของประชาชนที่จะได้รับด้วย” (บุญมี เมธางกูร, 2522, น. 75) เขาเห็นว่า พุทธทาสสร้างความเห็นผิดอย่างร้ายแรงมาเป็นสิบๆ ปี จนความเห็นผิดได้กระจายออกไปทั่วประเทศไทย และเสียดสีว่า แม้อาจารย์ผู้เป็นมิจฉาทิฏฐิทั้ง 6 ในสมัยพุทธกาลก็แพ้อย่างราบคาบ พุทธทาสมีลูกศิษย์ที่เฉลียวฉลาดทั้งพระและฆราวาสที่มีความสามารถในการเผยแพร่ ไม่ว่าจะเป็นการบรรยายในที่ประชุม ในวิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ และหนังสือเล่ม ทั้งในและต่างประเทศ (บุญมี เมธางกูร, 2522, น. 76-77)
บุญมีวิจารณ์พุทธทาสที่วิจารณ์พระอภิธรรมโดยที่ไม่เข้าใจ ไม่เคยเรียนพระอภิธรรม “ท่านศึกษาพระอภิธรรมเข้าไปไม่ไหวแล้ววิจารณ์พระอภิธรรมให้เสียหาย ท่านมีเจตนาอย่างไร…น่าอัศจรรย์จริงๆ ผู้ที่ไม่ได้เรียนมาเลยแต่น้อย แต่กล้าวิจารณ์คำสอนของพระพุทธเจ้าชั้นปรมัตถ์ได้…ถ้าพระพุทธศาสนาจะเสื่อมแล้ว พระอภิธรรมจะต้องเสื่อมไปก่อนเพื่อน เพราะเป็นเรื่องของชีวิตจิตใจทั้งเห็นได้และเห็นไม่ได้” (บุญมี เมธางกูร, 2522, น. 83) นอกจากจะปกป้องพระอภิธรรมแล้ว เรื่องเล่าเหนือธรรมชาติอันเป็นเรื่องปกติในจักรวาลแบบไตรภูมิก็ยังเป็นเรื่องสำคัญ “ท่านหมิ่นประมาทว่า พระองค์คลอดออกมาจากครรภ์แล้วเดินได้ถึง 7 ก้าว พร้อมทั้งมีดอกบัวรองรับด้วยว่าไม่เป็นความจริง เป็นไปไม่ได้ หลงใหลเชื่อกันไปเอง” (บุญมี เมธางกูร, 2522, น. 87)
การกล่าวโดยไม่อ้างชื่อ แต่ก็รู้ว่าหมายถึงใครถือเป็นการบริภาษพุทธทาสโดยตรง “คำว่า ภิกษุ หมายถึงผู้เห็นภัยในวัฏฏะ เดี๋ยวนี้ท่านก็ไม่ได้เป็นภิกษุอีกต่อไป เพราะท่านมิได้เห็นภัยในวัฏฏะ และมิได้รักษาคำสาบานที่ให้ไว้กับอุปัชฌาย์อาจารย์ของท่านเมื่อตอนบวช ท่านไม่มีปัญญา เพราะท่านมิได้สั่งสม อบรมปัญญาเอาไว้ โยนิโสมนสิการจึงเกิดขึ้นไม่ได้ แต่ท่านก็ได้พยายามเอาความเสียหายใหญ่หลวงมายัดเยียดให้แก่ประชาชนทั่วประเทศไทย ทำให้ประชาชนทั้งหลายเสียประโยชน์ใหญ่ และมีมากมายทีเดียวที่หันหลังให้พระพุทธศาสนา” (บุญมี เมธางกูร, 2522, น. 219-220)
เขายืนยันว่าในพุทธศาสนานั้น “ผู้ที่ทำสมาธิมากจนมีความสามารถพิเศษอย่างที่ในพระพุทธศาสนาเรียกว่า “อภิญญาจิต” ติดต่อกับบรรดาเทวดาชั้นต่างๆ ได้ ก็เลยถือพระอิศวร และบรรดาเทวดาชั้นต่างๆ เหล่านั้นมีความสามารถพิเศษ เช่น ดลบันดาลให้ตนรอดและปลอดภัย หรือมีลาภผลใดๆ ตามที่ตนปรารถนา” แม้เทวดาและสิ่งศักดิ์จะมีจริง แต่ก็สอนให้กราบไหว้มิได้ให้ขอลาภผลอะไร (บุญมี เมธางกูร, 2522, น. 120-123)
บุญมียังได้อุปมาเรื่องการเรียนรู้เรื่องจิตที่พุทธทาสรู้ไม่จริงกับช่างไม้ “ผู้ไม่เคยศึกษาเรื่องของช่างไม้ ก็ย่อมจะปลูกบ้านสร้างเรือนไม่ได้ อย่างน้อยก็จะต้องมีความเข้าใจบ้าง สำหรับตัวของเราเองก็เหมือนกัน จะต้องรู้เรื่องจิตใจของเราเป็นพิเศษ หาไม่แล้วจะแก้ปัญหาให้แก่ชีวิตของเราได้อย่างไรเล่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแยกแยะเจตสิกแต่ละตัวให้ศึกษาเหมือนแยกชิ้นไม้แต่ละชิ้นส่วนมากมายที่ใช้ทำบ้านออกมาให้เข้าใจ” (บุญมี เมธางกูร, 2522, น. 149)
การอธิบายพระอภิธรรมไปคู่กับวิทยาศาสตร์ก็ถือเป็นที่นิยม มีการอ้างถึงอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ เทียบเรื่องปรมาณูหรืออะตอม กับ การแสดงเรื่องปรมาณูของพระพุทธเจ้า ทั้งยังยกตัวอย่างการพิสูจน์เรื่องทฤษฎีปรมาณูนี้กับระเบิดปรมาณูที่ญี่ปุ่น (บุญมี เมธางกูร, 2522, น. 183-184)
เขาปิดท้ายด้วยเรื่องของปัญญา 2 ประเภท นั่นคือ กรรมัสกตาปัญญา หมายถึงปัญญาที่มีความรู้ความเข้าใจปัญหาชีวิตจิตใจ เรื่องกรรมและผลของกรรมไปจนถึงการเวียนว่ายตายเกิด กับ วิปัสสนาปัญญา อันเป็นปัญญาที่รู้ขันธ์ 5 อายตนะ 12 ธาตุ 18 อินทรีย์ 22 สัจจะ 4 และปฏิจจสมุปบาท 12 และปัญญาที่ลึกซึ้งและกว้างขวางเหล่านี้เองจะเข้ามาทำลายความสงสัยต่างๆ เมื่อได้ญาณปัญญามากขึ้นก็จะส่งไปให้ถึงพระนิพพานและหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด ซึ่งตรงนี้เองได้เหน็บพุทธทาสไว้ว่า ผู้ศึกษาพระพุทธศาสนาโดยเฉพาะพระอภิธรรมปิฎกจึง “ไม่กล้าบรรยายธรรมะเอาตามใจของตน” และ “ผู้ที่มิได้ศึกษาพระอภิธรรม ซ้ำยังพยายามหาว่าพระอภิธรรมมิได้เป็นพุทธพจน์ แล้วได้กระจายความเห็นผิดของตนว่า การเวียนว่ายตายเกิดและผีสางเทวดาไม่มีเพราะศึกษาเข้าไปไม่ไหว เมื่อแสดงธรรมออกสู่ประชาชนจึงหมิ่นเหม่ต่ออันตรายอย่างร้ายแรง เพราะเป็นการสกัดกั้นหนทางพ้นทุกข์ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้สู้อุตส่าห์ค้นคว้ามาด้วยความแสนยากยิ่ง” (บุญมี เมธางกูร, 2522, น. 206-213)
การโต้เถียงแสดงให้เห็นการกลับมาเฟื่องฟูของแนวคิดแบบจักรวาลไตรภูมิที่เคยถูกสั่นคลอนอย่างยิ่งเมื่อราวร้อยปีที่แล้ว หลังจากที่สังคมไทยและชนชั้นนำเผชิญหน้ากับแนวคิดแบบตะวันตก โดยเฉพาะรัชกาลที่ 4 ผู้ก่อต่อตั้งธรรมยุติกนิกายที่ให้ความสำคัญกับความเป็นเหตุเป็นผลที่พยายามปฏิเสธการดำรงอยู่ของจักรวาลวิทยาแบบไตรภูมิที่เชื่อเรื่อง นรก สวรรค์ ชาตินี้และชาติหน้า (อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์, 2538, น. 9-23) พุทธทาสเองก็ดำเนินตามรอยการมองและอธิบายในแว่นที่ต่างไปจากกลุ่มอาจารย์พระอภิธรรมทั้งหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่พุทธทาสต้องการจะสื่อสารกับคนรุ่นใหม่ การปฏิเสธผีสางเทวดา หรืออิทธิปาฏิหาริย์ในพุทธทาสศาสนาหรือพระไตรปิฎกจึงเป็นไปตามสามัญสำนึกของยุคสมัย ทำให้แนวคิดทั้งสองปะทะกันครั้งใหญ่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของสังคมการเมืองไทยที่เขม็งเกลียวที่สุดช่วงหนึ่ง
7. บทสรุป
อิทธิพลของพุทธทาสที่กว้างขวางได้ขัดแย้งกับแนวการสอนพุทธศาสนาที่มีศูนย์กลางอยู่ที่ผู้ศรัทธาในอภิธรรมปิฎกอย่างรุนแรง โดยเฉพาะในช่วงที่สงครามเย็นตึงเครียดถึงขีดสุดช่วงปลายทศวรรษ 2510 ต่อต้นทศวรรษ 2520 ทำให้ชาวพุทธหัวอนุรักษนิยมที่ยังคงยืนยันคำสอนเรื่องนรก สวรรค์ การเวียนว่ายตายเกิดซึ่งเป็นแนวคิดเดิมที่เชื่อถือกันมาก่อนกระแสการปฏิรูปศาสนา ความเป็นเหตุเป็นผลและมนุษยนิยมจะเข้ามามีบทบาทโดยชนชั้นนำสยาม แนวคิดก้าวหน้าเหล่านี้ได้สืบทอดมาถึงพุทธทาส แม้ว่าเขาจะทำการเผยแพร่คำสอนมาตั้งแต่หลังปฏิวัติ 2475 แล้ว ผู้ไม่เห็นด้วยก็ยังไม่มีพลังต่อต้านมากนัก จนกระแสสังคมการเมืองเริ่มเปลี่ยนในทศวรรษ 2510 บ้านเมืองที่เต็มไปด้วยอาชญากรรม และความไม่มั่นคงทางการเมือง ทำให้ชาวพุทธจำนวนมากเรียกร้องศาสนาที่ควรจะเป็น นั่นคือ การกลับไปสู่ภายใต้โลกทัศน์จักรวาลวิทยาแบบไตรภูมิแบบเดิม เพราะเชื่อว่า การเชื่อเรื่องเวียนว่ายตายเกิด เชื่อเรื่องนรก-สวรรค์ จะทำให้คนเกรงกลัวต่อบาป และช่วยระงับการทำกรรมเลวของผู้คนที่หมั่นสร้างกันมากขึ้นทุกที โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คำสอนเช่นนี้ยังจะเป็นปราการป้องกันการเข้ามาทำลายล้างพุทธศาสนาของฝ่ายซ้าย-คอมมิวนิสต์ อย่างที่มีตัวอย่างให้เห็น ตัวบทของพุทธทาสที่ถูกผลิตซ้ำไปอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะเล่ม อภิธรรมคืออะไร? กลายเป็นสิ่งที่ผู้ที่ไม่เห็นด้วยใช้เป็นข้อมูลหลักในการวิจารณ์อย่างแสบสันต์ ก่อนไฟสงครามเย็นจะคลี่คลาย หลังจากนี้ พุทธทาสที่ผ่านการทดสอบอย่างหนักหน่วง กลับจะยิ่งทรงอิทธิพลมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะเมื่อเขามีสัมพันธภาพที่ดีกับข้าราชการสายตุลาการและชนชั้นนำอื่นๆ จนกลายเป็นหน้าตาของชาติ หลังจากได้รับการยกย่องเป็นบุคคลสำคัญของโลกในปี 2549 เนื่องในโอกาสครบ 100 ชาตกาล ทั้งยังกลายเป็นปากเสียงของฝ่ายอนุรักษนิยมที่ใช้เป็นวาทะต่อกรกับฝ่ายที่สนับสนุนขบวนการประชาธิปไตยในเวลาต่อมา
บรรณานุกรม
คึกฤทธิ์ ปราโมช, พระธรรมโกศาจารย์ (เงื่อม) และพระพรหมมังคลาจารย์ (ปั่น). (2507). วิวาทะ (ความเห็นไม่ตรงกัน) โดย พุทธทาสภิกขุ กับ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ชาวพุทธควรเชื่ออย่างไร. ม.ป.ท. :โรงพิมพ์อาศรมอักษร
ทิวาพร อภัยพัฒน์. (2560). “คนดี สำคัญกว่าทุกสิ่ง”: ญาติธรรมกับการสร้างการยอมรับพุทธทาสภิกขุในสังคมไทย พ.ศ. 2475 -2529 (วิทยานิพนธ์อักษรศาสตรมหาบัณฑิต). กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
นนทวุฒิ ราชกาวี. (2556). ความเชื่อแบบพุทธไทยในการต่อต้านคอมมิวนิสต์ ช่วง พ.ศ. 2508-2519. (วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต). กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.
นริศ จรัสจรรยาวงศ์. (2568). เสถียร โพธินันทะ จาก "คฤหัสถ์ขมังเวทย์" สู่ "ฆราวาสมุนี". กรุงเทพฯ : แสงดาว.
บุญมี เมธางกูร. (2522). โต้..ท่านพุทธทาส! เรื่อง “จิตว่าง” เล่ม 1. กรุงเทพฯ : สุทธิสารการพิมพ์.
พระธรรมโกศาจารย์ (เงื่อม). (2489ก). วิถีแห่งการเข้าถึงพุทธธรรม. พระนคร :โรงพิมพ์พระจันทร์.
พระธรรมโกศาจารย์ (เงื่อม). (2489ข). วิถีแห่งการเข้าถึงพุทธธรรม. พระนคร :โรงพิมพ์กรมแผนที่ทหาร.
พระธรรมโกศาจารย์ (เงื่อม). (2491). วิถีแห่งการเข้าถึงพุทธธรรม. พระนคร : โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย.
พระธรรมโกศาจารย์ (เงื่อม). (2492). วิถีแห่งการเข้าถึงพุทธธรรม และ, ภูเขาแห่งวิถีพุทธธรรม. พระนคร : โรงพิมพ์อุดม.
พระธรรมโกศาจารย์ (เงื่อม). (2493). วิถีแห่งการเข้าถึงพุทธธรรม. พระนคร : โรงพิมพ์รุ่งเรืองธรรม.
พระธรรมโกศาจารย์ (เงื่อม). (2496). วิถีแห่งการเข้าถึงพุทธธรรม. พระนคร : โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย.
พระธรรมโกศาจารย์ (เงื่อม). (2498). วิถีแห่งการเข้าถึงพุทธธรรม. พระนคร :โรงพิมพ์การรถไฟฯ.
พระธรรมโกศาจารย์ (เงื่อม). (2510). คู่มือมนุษย์ (อนุสรณ์ในการพระราชทานเพลิงศพ พ.อ. หลวงรามรณภพ (ทวนทอง สุวงศ์) ณ ฌาปนสถานกองทัพบก วัดโสมนัสวิหาร วันที่ 19 กันยายน 2510). ม.ป.ท. : โรงพิมพ์มหาดไทย กรมราชทัณฑ์.
พระธรรมโกศาจารย์ (เงื่อม). (2511). คู่มือมนุษย์ (อนุสรณ์ในงานฌาปนกิจศพ นายช้วน ศิริพงษ์ ณ เมรุวัดบางพลีใหญ่ใน อ. บางพลี จ. สมุทรปราการ วันอาทิตย์ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2511). ม.ป.ท. : โรงพิมพ์ไทยเขษม.
พระธรรมโกศาจารย์ (เงื่อม). (2514ก). คู่มือมนุษย์: ย่อตามแนวคำสอน (อนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ ร้อยเอก คำรบ แสงจันท์ไทย ณ ฌาปนสถานกองทัพบก วัดโสมนัสวิหาร 29 กรกฎาคม 2514). ม.ป.ท. : โรงพิมพ์ ส. การพิมพ์.
พระธรรมโกศาจารย์ (เงื่อม). (2514ข). คู่มือมนุษย์ (ธรรมบรรณาการในงานพระราชทานเพลิงศพ พระประศาสน์วินิจฉัย (สมบูรณ์ ประศาสน์วินิจฉัย) ณ เมรุหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส วันพฤหัสบดีที่ 9 ธันวาคม พุทธศักราช 2514). ม.ป.ท. : โรงพิมพ์ชวนพิมพ์.
พระธรรมโกศาจารย์ (เงื่อม). (2515ก). คู่มือมนุษย์ (ธรรมบรรณาการในงานฌาปนกิจศพ นางจวน โอมาศ ณ เมรุวัดแก้วแจ่มฟ้า พระนคร วันที่ 2 เมษายน 2515). ม.ป.ท. : โรงพิมพ์อักษรสมัย.
พระธรรมโกศาจารย์ (เงื่อม). (2515ข). คู่มือมนุษย์ (ธรรมบรรณาการ ในงานฌาปนกิจศพ นางวิเศษนรการณ์ (ชม เศรษฐบุตร) ณ เมรุวัดมกุฏกษัตริยาราม วันพฤหัสบดี ที่ 29 พฤศจิกายน 2516). ม.ป.ท. : โรงพิมพ์อักษรสมัย.
พระธรรมโกศาจารย์ (เงื่อม). (2515ค). คู่มือมนุษย์ (อนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ ขุนสมานธุรชน (แถม นิลกำแหง) ณ เมรุวัดโสมนัสวิหาร นครหลวงฯ วันพุธ ที่ 13 กันยายน 2515). ม.ป.ท. : ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลสหประชาพาณิชย์.
พระธรรมโกศาจารย์ (เงื่อม). (2515ง). คู่มือมนุษย์ (อนุสรณ์งานฌาปนกิจศพ คุณแม่สุน อัตถจรรยา วันเสาร์ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2516 ณ วัดสุทธาราม ต. บุคคโล ส๋าเหร่ กรุงเทพมหานคร). ม.ป.ท. : โรงพิมพ์อักษรสมัย.
พระธรรมโกศาจารย์ (เงื่อม). (2515จ). คู่มือมนุษย์ (อนุสรณ์งานฌาปนกิจศพ นางปรารมย์ สัมฤทธิ์เวชชศาสตร์ (ปรารมย์ หุตะดิลก)). ม.ป.ท. : โรงพิมพ์อักษรสมัย.
พระธรรมโกศาจารย์ (เงื่อม). (2515ฉ). ไสวบุญ (อนุสรณ์ในงานพระราชทานพลิงศพ นางสาวไสวบุญ สามโกเศศ ณ เมรุวัดเทพศิรินทราวาส วันพุธที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2516). ม.ป.ท. : โรงพิมพ์อักษรสมัย.
พระธรรมโกศาจารย์ (เงื่อม). (2516ก). คู่มือมนุษย์ (อนุสรณ์ในงานฌาปนกิจศพ นายชื้น หุตะจิตต์ ณ ฌาปนสถาน วัดโสมนัสวิหาร วันพฤหัสบดีที่ 30 สิงหาคม 2516). ม.ป.ท. : โรงพิมพ์อักษรสมัย.
พระธรรมโกศาจารย์ (เงื่อม). (2516ข). คู่มือมนุษย์ (อนุสรณ์การพระราชทานเพลิงศพ นายสมบูรณ์ โยธะพันธุ์ ณ เมรุวัดมกุฏกษัตริยาราม กรุงเทพมหานคร วันอังคารที่ 4 ธันวาคม 2516) โรงพิมพ์ข่าวทหารอากาศ.
พระธรรมโกศาจารย์ (เงื่อม). (2517). คู่มือมนุษย์ (อนุสรณ์ในงานฌาปนกิจศพ นางอุบล โชติกะพุกกะณะ 6 พฤศจิกายน 2517). ม.ป.ท. : โรงพิมพ์อักษรสมัย.
พุทธทาสภิกขุ. (2515). พุทธประวัติจากพระโอษฐ์. พิมพ์ครั้งที่ 8, กรุงเทพฯ : ธรรมทานมูลนิธิ.
พุทธสาสนา. (2476). 1(1).
ภิกษุชยานันโทและคณะ. (2522). คำสอนเดียรถีย์. กรุงเทพฯ : องค์การพิทักษ์พุทธศาสน์.
สำนักโมกขพลาราม (2513). คู่มืออุบาสกอุบาสิกา ภาค 1-2 ทำวัตรเช้าเย็น และสวดมนต์พิเศษบางบท แปลไทย. ม.ป.ท.: ห้างหุ้นส่วนจำกัดการพิมพ์พระนคร.
สำนักโมกขพลาราม (2520). คู่มืออุบาสกอุบาสิกา ภาค 1-2 ทำวัตรเช้าเย็น และสวดมนต์พิเศษบางบท แปลไทย. ม.ป.ท.: ห้างหุ้นส่วนจำกัดการพิมพ์พระนคร.
อาลัยพระอาจารย์ บุญมี เมธางกูร (2535). ม.ป.ท. : เทพประทานการพิมพ์.
อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ (2538). การเปลี่ยนแปลงโลกทัศน์ของชนชั้นผู้นำไทย ตั้งแต่รัชกาลที่ 4-พ.ศ. 2475. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
หมายเหตุ: บทความนี้ขยายความจากส่วนหนึ่งของหนังสือ ภิญญพันธุ์ พจนะลาวัณย์, พุทธพาณิชย์ในตลาดหนังสือธรรมะไทย (กรุงเทพฯ : ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน), 2569)