Journal of Religious Anthropology

โต้ พุทธทาส: ข้อถกเถียงจากความหวาดหวั่นของผู้นิยมจักรวาลไตรภูมิช่วงสงครามเย็น

โต้ พุทธทาส: ข้อถกเถียงจากความหวาดหวั่นของผู้นิยมจักรวาลไตรภูมิช่วงสงครามเย็น

ภิญญพันธุ์ พจนะลาวัณย์

ดาวโหลด บทความฉบับ PDF 




บทคัดย่อ

พุทธทาสเป็นสัญลักษณ์สำคัญของศาสนาของชาวพุทธชนชั้นกลาง การสั่งสมบารมีและอิทธิพลของเขาเริ่มจากการเดินทางกลับบ้านไปสร้างอาณาจักรสวนโมกขพลา-รามของตนเองที่ อ.ไชยา สุราษฎร์ธานี นอกจากพื้นที่ทางกายภาพแล้ว เขายังเห็นความสำคัญของการสื่อสารจึงสร้างสิ่งพิมพ์เผยแพร่แนวคิดใหม่ๆ จนกลายเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวาง ผลงานจำนวนมากของเขากลายเป็นที่นิยมตั้งแต่หลังปฏิวัติ 2475 เป็นต้นมาจนถึงทศวรรษ 2510 เป็นอย่างต่ำ ปฏิเสธมิได้ว่า ข้อเสนอของเขามีลักษณะที่โต้แย้งตรงไปตรงมาต่อความเชื่อในจักรวาลวิทยาแบบไตรภูมิที่เคยมีบทบาทอย่างกว้างขวางในชาวพุทธไทย ดังนั้น จึงมีกลุ่มชาวพุทธอนุรักษนิยมที่ไม่พอใจข้อเสนอดังกล่าว ได้ทำการโต้แย้งกลับไปอย่างถึงพริกถึงขิง ในบทความนี้จะนำเสนอการตอบโต้พุทธทาสจากหนังสือ 2 เล่ม คือ โต้...พุทธทาส เรื่อง “จิตว่าง” และ คำสอนเดียรถีย์ เผยสัทธรรมปฏิรูป ที่เกิดขึ้นช่วงต้นทศวรรษ 2520 ในช่วงที่สงครามเย็นและการต่อสู้ระหว่างรัฐบาลไทยกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย เป็นไปอย่างเข้มข้น เพื่อสะท้อนให้เห็นว่า พุทธทาสมีปัญหาอย่างไรในสายตาของพวกเขา การตอบโต้กันด้วยเหตุผลนั้นเป็นเรื่องปกติในปริมณฑลของปัญญาชน แต่ในช่วงที่การตราหน้าให้ใครเป็นคอมมิวนิสต์ทำได้ง่ายๆ การโต้พุทธทาสจึงเป็นลักษณะพิเศษที่เกิดขึ้นในห้วงเวลาอันตึงเครียดที่สุดช่วงหนึ่งในประวัติศาสตร์ไทยสมัยใหม่อีกด้วย

คำสำคัญ : พุทธทาส, คอมมิวนิสต์, ฝ่ายอนุรักษนิยม, จักรวาลวิทยาแบบไตรภูมิ


1. บทนำ
พุทธทาสกลายเป็นตัวแทนของปัญญาชนชาวพุทธที่มีความโดดเด่นและเป็นพระที่เป็นที่ชื่นชอบของชนชั้นกลางเป็นอย่างมากทั้งในฐานะเป็นนักคิด นักเขียน ผู้มีคำสอนที่เข้ากันได้ดีกับสังคมสมัยใหม่ โดยเฉพาะการปฏิเสธไสยศาสตร์ ความงมงายที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ การวิจารณ์พุทธทาสนั้นมีอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะหลังความตึงเครียดทางการเมืองหลังรัฐประหาร 2549 เป็นต้นมา เนื่องจากฝ่ายที่สนับสนุนเผด็จการรัฐบาลทหารและฝ่ายต่อต้านนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง มักจะใช้คำสอนของพุทธทาสเป็นจุดอ้างอิง อย่างไรก็ตาม ในมิติทางประวัติศาสตร์ ยังขาดผู้อภิปรายถึงสถานการณ์ที่พุทธทาสถูกท้าทายจากชาวพุทธที่ไม่เห็นด้วยอย่างรุนแรงที่เกิดขึ้นในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของสงครามเย็น พุทธทาส แม้จะเป็นพระเถรวาทไทย แต่ก็ถูกมองว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงทางศาสนา บทความนี้ต้องการจะนำเสนอบทบาทของสิ่งพิมพ์ทางพุทธศาสนาที่ส่งผลต่อการขึ้นมาครองอำนาจนำของการเผยแพร่ธรรมะของพุทธทาส ซึ่งกินขอบเขตตั้งแต่ปฏิวัติ 2475 ไปจนถึงต้นทศวรรษ 2520 และการโต้แย้งต่อข้อเสนอพุทธทาสจากฝ่ายอนุรักษ์นิยมอีกขั้วหนึ่งที่ไม่เห็นด้วยกับพุทธทาสเป็นอย่างยิ่ง

2. ผลงานพุทธทาส ยุคบุกเบิก ระหว่างปี 2475-2500
พุทธทาสภิกขุ หรือพระเงื่อม อินทฺปัญโญ ได้มีโอกาสมาศึกษาเล่าเรียนในเมืองหลวง ก่อนจะกลับไปสร้างชุมชนชาวพุทธเชิงทดลองของเขาขึ้นที่เรารู้จักกันต่อมาคือ สวนโมกขพลาราม อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี อันเป็นบ้านเกิดของเขานั่นเอง น่าสังเกตว่า แม้จะอยู่ห่างไกลจากเมืองหลวง มาตั้งตัวอยู่ในอำเภอต่างจังหวัด แต่พุทธทาสก็ไม่ได้ปิดตัวเองอยู่ในถ้ำนั่งภาวนาเพื่อต้องการบรรลุธรรมหรือเป็นอาจารย์ผู้ทรงฤทธิ์ ในทางตรงกันข้าม เขามุ่งหน้าค้นคว้า เขียนหนังสือ พยายามสื่อสารกับผู้คนผ่านตัวอักษร โดยใช้หนังสือพิมพ์ ที่ชื่อ พุทธสาสนา เป็นจุดเริ่มต้น เรียกได้ว่าพุทธทาสทำหน้าที่กึ่งสื่อมวลชนตั้งแต่ปี 2476 (ทิวาพร อภัยพัฒน์, 2560, หน้า 53) หลังปฏิวัติไม่นาน หนังสือพิมพ์นี้จะถูกส่งไปให้กับสมาชิกถึงกรุงเทพฯ ในเวลาต่อมา เป็นจุดที่เชื่อมความคิดของพุทธทาสกับโลกภายนอก 

พุทธทาสยังได้วิจารณ์การศึกษาพุทธศาสนาของกลุ่มอภิธรรมเมื่อปี 2477 ว่า ผู้สอนให้ความสำคัญกับเนื้อหาแต่ไม่ประยุกต์มาใช้กับการปฏิบัติธรรม โดยเขาใช้วลีว่า “เกิดปริยัติปลอมเทียมขึ้นได้ง่าย” “การปริยัติย่อมเกิดเสนียดเศร้าหมองขึ้นในตัว” จนเกิดปฏิกิริยาเป็นจดหมายเสนอให้ผู้เขียนลาออกจากกองบรรณาธิการ (ทิวาพร อภัยพัฒน์, 2560, หน้า 55-57) แสดงให้เห็นว่า เสียงจากสิ่งพิมพ์นี้ก้องไปถึงผู้รับ จนเกิดเสียงสะท้อนกลับมา เท่ากับว่าการสื่อสารด้วยพุทธสาสนานั้นหวังผลได้จริง

สวนอักษรของพุทธทาสค่อยๆ ผลิบาน ไปพร้อมกับสภาพสังคมการเมืองในระบอบใหม่ ความเป็นไปได้ใหม่ๆ ในการตีความพุทธศาสนาในยุคนี้ส่งผลให้เขาผลิตงานนานาประเภทออกมา ด้วยความที่จบเปรียญ 3 ประโยค ทำให้ภิกษุหนุ่มรูปนี้มีทักษะเพียงพอที่จะแปลบาลีไตรปิฎก ผลงานชิ้นสำคัญอีกชิ้น ได้แก่ พุทธประวัติจากพระโอษฐ์ (พุทธทาสภิกขุ, 2515, หน้า (7)-(8), (16)) เป็นการเรียบเรียงประวัติของพระพุทธเจ้า บนสมมติฐานว่า พระไตรปิฎกเป็นถ้อยคำของพระพุทธเจ้า จึงได้ทำการสกัดเอาประวัติของพระพุทธเจ้าที่กล่าวไว้ต่างกรรมต่างวาระในไตรปิฎกออกมาเรียบเรียงและเขียนขึ้นในสำนวนของตนเอง

นอกจากสวนโมกข์แล้ว ยังมีธรรมทานมูลนิธิที่เป็นองค์กรที่ตั้งขึ้นมาดูแลสวนโมกข์ และมีความใกล้ชิดกับพุทธทาส มูลนิธินี้ได้ตีพิมพ์หนังสือ คู่มืออุบาสกอุบาสิกา ภาค 1-2; ทำวัตรเช้าเย็น ; และ, สวดมนต์พิเศษบางบทแปลไทย เมื่อปี 2481 มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมพุทธศาสนาในยุค “กึ่งพุทธกาล” และ เพื่อเป็นธรรมที่ช่วย “ดับไฟให้ทุกคราวที่เกิดขึ้นในการประกอบการงานทุกชนิด ในโลกนี้”  นอกจากเป็นหนังสือสวดมนต์แล้วยังใช้เป็นหนังสือธรรมะได้ด้วย (สำนักโมกขพลาราม, 2513, หน้า ข-ฉ) หนังสือเล่มนี้จึงมีลักษณะเป็นหนังสือคู่มือในลักษณะ How to ที่ปัจเจกสามารถใช้เรียนรู้และปฏิบัติธรรมได้ด้วยตนเอง ทำให้พวกเขาศึกษาอยู่ที่บ้านได้ไม่จำเป็นต้องไปวัด ความนิยมของหนังสือเล่มนี้อาจดูจากการพิมพ์ซ้ำ นั่นคือ ได้มีการตีพิมพ์ครั้งที่ 3 ในปี 2499, ครั้งที่ 5 ปี 2500 (สำนักโมกขพลาราม, 2520, หน้า ก-ง) 

หนังสือของพุทธทาสยังใช้วิธีการผลิตจากการถอดเทปบรรยาย ซึ่งงานจำนวนมากของเขาจะถูกผลิตด้วยวิธีเช่นนี้ในยุคหลังๆ หนังสือแรกๆ ที่ใช้วิธีนี้คือ วิถีแห่งการเข้าถึงพุทธธรรม เนื้อหาได้นำมาจากคำบรรยายที่พุทธธรรมสมาคมพิมพ์แจกตั้งแต่ปี 2483 ความนิยมสะท้อนจากสถิติการพิมพ์แจกหลายครั้งที่รวมกว่า 5,000 เล่ม สัญญา ธรรมศักดิ์ ได้กล่าวไว้เมื่อการพิมพ์ซ้ำในปี 2489 ว่า ผู้ต้องการหนังสือเล่มนี้มีตั้งแต่บรรพชิต, นักศึกษา, นิสิตในมหาวิทยาลัย, นายทหาร, ตำรวจ, นักธุรกิจการค้า, ข้าราชการหนุ่มๆ ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด (พระธรรมโกศาจารย์, 2489ก, หน้า ข-ค) สะท้อนให้เห็นถึงฐานผู้อ่านจากคนรุ่นใหม่ ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ผู้คนตั้งคำถามกับตัวเองและสังคม ในโลกที่วุ่นวายและปั่นป่วนไปจากภัยสงคราม การผลิตซ้ำในรูปแบบหนังสืออนุสรณ์งานศพ จะทวีความนิยมขึ้นตั้งแต่ปี 2489 (พระธรรมโกศาจารย์, 2489ก; พระธรรมโกศาจารย์, 2489ข) ถ้อยแถลงประกอบ หุตะสิงห์ภายในหนังสือได้สะท้อนความคิดของผู้อ่านอย่างน่าจับตามอง นั่นคือ


“หนังสือนี้ได้เขียนขึ้นโดยใช้วิธีการเขียนแบบใหม่ซึ่งแทบจะไม่เคยได้พบมาก่อนในหนังสือธรรมอื่นๆ คือ ได้เขียนขึ้นโดยใช้ถ้อยคำธรรมดาเป็นส่วนมาก อ่านเข้าใจง่ายแต่มีความหมายลึกซึ้งจับใจผู้อ่านได้อย่างประหลาด เป็นวรรณกรรมชั้นหนึ่งที่ทำให้เรารู้แจ้งถึงพระธรรมแห่งพุทธศาสนาไปทีละขั้นจนถึงขั้นสุดยอด พร้อมทั้งได้ชี้แจงแสดงเหตุผลไว้อย่างกระจ่างชัดว่า หัวข้อธรรมแห่งพระพุทธองค์ที่ได้ทรงสั่นสอนไว้ในครั้งกระโน้นนั้น เป็นความจริงที่ยั่งยืนไม่รู้จักแปรผันตลอดมาทุกยุคทุกสมัย ตราบเท่าปัจจุบันอันเรียกได้ว่า สมัยวิทยาศาสตร์นี้ก็มิอาจที่จะหาข้อพิศูจน์อันใดมาลบล้างความจริงแห่งพระธรรมนี้เสียได้แม้แต่น้อย”
(พระธรรมโกศาจารย์, 2489ข, หน้า ค)


วิถีแห่งการเข้าถึงพุทธธรรม เริ่มขยับไปสู่การตีความและท้าทายความเชื่อเดิม มีความโดดเด่นอยู่ที่ใช้ถ้อยคำธรรมดา อ่านเข้าใจง่าย ทั้งยังมีความหมายลึกซึ้ง และสอดคล้องกับ “สมัยวิทยาศาสตร์” ที่ผู้คนให้ความเชื่อถือความเป็นเหตุเป็นผลซึ่งตรงข้ามกับความงมงายและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย การกล่าวโจมตีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของคนกลุ่มนี้ เกิดจากการเฟื่องฟูของเกจิอาจารย์ และเครื่องรางของขลังตั้งแต่ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา เนื่องจากเป็นความหวังและสิ่งยึดเหนี่ยวในสภาพที่บ้านเมืองระส่ำระสาย ชีวิตผู้คนตกอยู่ใต้ความเสี่ยงที่ควบคุมความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินไม่ได้ (นริศ จรัสจรรยาวงศ์, 2568, หน้า 278-361) 
ยิ่งสภาพสังคมหลังสงครามโลกที่เสื่อมโทรมลงก็เป็นที่ตระหนักกันอย่างยิ่งว่าศาสนานั้น “เป็นที่พึ่งยิ่งกว่าในสมัยใดอื่น” ร่วมกับ “ความปั่นป่วนยุ่งเหยิงในทางเศรษฐกิจและการเมือง การชุกชุมของโจรผู้ร้าย และความทวีขึ้นของการกระทำในทางทุจริตนานับประการ ซึ่งเกิดขึ้นไม่ว่า ณ ประเทศใดในสมัยหลังสงครามนี้”  (พระธรรมโกศาจารย์, 2489ข, หน้า ก-ข) ความนิยมของพุทธทาสทำให้หนังสือเล่มนี้ได้รับตีพิมพ์ซ้ำในหนังสืออนุสรณ์งานศพอีกเมื่อปี 2491, 2492, 2493, 2496, 2498 เป็นอย่างน้อย (พระธรรมโกศาจารย์, 2491; พระธรรมโกศาจารย์, 2492; พระธรรมโกศาจารย์, 2493; พระธรรมโกศาจารย์, 2496; พระธรรมโกศาจารย์, 2498)

พุทธทาสได้สั่งสมชื่อเสียงและความนิยมจากบทบาทตีพิมพ์หนังสือและการบรรยาย จนทำให้เขาได้โอกาสแสดงธรรมในวาระต่างๆ เช่น การแสดงปาฐกถา “พุทธธรรมกับเจตนารมณ์ประชาธิปไตย” ปี 2490 ในครั้งนั้นปรีดี พนมยงค์ นักการเมืองผู้ทรงอิทธิพลที่สุดคนหนึ่งของประเทศก็เดินทางมาฟังด้วย (วิศรุต บวงสรวง, 2556, น. 61) ต่อมาคือ ปาฐกถาที่ทำให้พุทธทาสถูกวิจารณ์และกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์คือ “ภูเขาแห่งวิถีพุทธธรรม” (2491 ณ พุทธสมาคมแห่งประเทศไทย กรุงเทพฯ) หลังจากนั้นก็ยังมี “ความจำเป็นของมนุษย์จะต้องมีสาสนา” (2495), “พระพุทธศาสนากับสังคม” (2495) ก่อนรัฐประหารไม่นานก็ยังมีปาฐกถาอย่างน้อยอีก 3 ครั้งคือ “พุทธบริษัทกับลัทธิวัตถุนิยม” (2500 ณ ศาลาอเมริกัน), “วัตถุนิยม ปมตโลกกถา” (2500) และ “วัตถุอาทีนวกถา วัตถุนิยม” (2500 ณ พุทธสมาคม สระบุรี)” (วิศรุต บวงสรวง, 2556, น. 68-74) กรณีที่พุทธทาสถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์นั้น มาจากการบรรยายวิพากษ์อันเผ็ดร้อนต่อพุทธศาสนาที่ผสมผสานอยู่กับความเชื่อแบบสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เชื่อมโยงกับจักรวาลไตรภูมิ ข้อหานี้จะทำให้เขาต้องรับมืออีกในภายภาคหน้า เมื่อการเมืองเข้มข้นมากขึ้นไปตามสถานการณ์ที่ตึงเครียดระหว่างรัฐบาลกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) 

พุทธทาสยังได้สร้างสัมพันธ์กับเครือข่ายตุลาการ เริ่มจากการได้รับเชิญให้ไปบรรยายอบรมผู้ที่จะเข้าไปเป็นผู้พิพากษา จนนำคำบรรยายมาตีพิมพ์เป็นหนังสือชื่อ หลักพระพุทธศาสนา เมื่อปี 2499 หนังสือเล่มนี้จัดทำโดยร้านหนังสือธรรมะที่ชื่อสุวิชานน์ แถบสามยอด กรุงเทพฯ (พุทธทาสภิกขุ, 2508ก)  มารดาของผู้เขียนเคยเล่าให้ฟังในช่วงเดือนพฤษภาคม 2567 ว่า ช่วงทศวรรษ 2500 ร้านหนังสือสุวิชานน์เป็นแหล่งรวมหนังสือธรรมะที่รู้จักกันดีในหมู่นิสิต นักศึกษาและคนรุ่นใหม่ ดังนั้น จะเห็นว่า พุทธทาสนั้นเริ่มกลายเป็นผู้ทรงอิทธิพลอย่างยิ่ง ในฐานะพระภิกษุรุ่นใหม่กับการตีความและเผยแพร่พุทธศาสนา

ตารางที่ 1 แสดงผลงานและประวัติการพิมพ์ซ้ำอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะคู่มืออุบาสก อุบาสิกาฯ ที่จะถูกพิมพ์ซ้ำจำนวนเรือนแสนในทศวรรษถัดไป 

ตารางที่ 1 แสดงผลงานพุทธทาส ระหว่างปี 2475-2499

ชื่อหนังสือ/นิตยสาร

พิมพ์ครั้งแรก

ประวัติการพิมพ์ซ้ำเท่าที่สำรวจพบ

พุทธสาสนา

2476

นิตยสารที่สนับสนุนการเผยแพร่ธรรมะของพุทธทาสและคณะ

พุทธประวัติจากพระโอษฐ์

2479

ครั้งที่ 1 (2479)

ครั้งที่ 2 (2495)

ครั้งที่ 3 (2498)

ปี 2500 ได้มีผู้ขอพิมพ์ “ฉบับเล็ก” สำหรับ “คนธรรมดาสามัญ” เพื่อพกพา โดยสมาคมยุวพุทธทั่วประเทศ ร่วมกับ คณะกรรมการส่งเสริมสภาการศึกษา มหามุกฏราชวิทยาลัย ในวาระฉลอง 25 พุทธศตวรรษ

คู่มืออุบาสกอุบาสิกา ภาค 1-2, ทำวัตรเช้าเย็น และ สวดมนต์พิเศษบางบทแปลไทย

2481

ครั้งที่ 1 (2481) 500 ฉบับ

ครั้งที่ 2 (2497) 1,000 ฉบับ

ครั้งที่ 3 (2499) 1,500 ฉบับ

ครั้งที่ 4 (2499) 1,000 ฉบับ

วิถีแห่งการเข้าถึงพุทธธรรม

2483

เผยแพร่ในรูปแบบหนังสืออนุสรณ์งานศพ 2489 (2 ครั้ง), 2491, 2492, 2493, 2496, 2498


ที่มา : พระธรรมโกศาจารย์, 2489ก; พระธรรมโกศาจารย์, 2489ข; พระธรรมโกศาจารย์, 2491; พระธรรมโกศาจารย์, 2492; พระธรรมโกศาจารย์, 2493; พระธรรมโกศาจารย์, 2496; พระธรรมโกศาจารย์, 2498; พุทธทาสภิกขุ, 2515; พุทธสาสนา, 2476; สำนักโมกขพลาราม, 2513; สำนักโมกขพลาราม, 2520

3. ผลงานพุทธทาส ทศวรรษ 2500-2510
จากตารางที่ 2 แม้ในทศวรรษ 2500 คู่มืออุบาสกอุบาสิกาฯ ก็ยังเป็นที่นิยม ยอดตีพิมพ์กว่า 15,900 เล่ม ในรอบทศวรรษ ย่อมเป็นตัวเลขยืนยันได้ดีถึงอิทธิพลของเขา พุทธทาสยังมีหนังสืออีกเล่มที่ชื่อว่า คู่มือมนุษย์ จะเห็นว่าชื่อหนังสือสอดคล้องกับ คู่มืออุบาสกอุบาสิกาฯ ที่สื่อความหมายถึง หนังสือประเภท how to มันยังสะท้อนการนับถือพุทธศาสนาของปัจเจกในเขตเมือง และคนรุ่นใหม่ที่มุ่งศึกษาธรรมะด้วยตัวเอง ในยามที่ตนเองเผชิญหน้ากับสังคมที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปยุคพัฒนา วัตถุสิ่งของต่างๆ เติบโต เช่นเดียวกับวัฒนธรรมบริโภคนิยมกลายเป็นเครื่องล่อตาล่อใจผู้คนมากยิ่งขึ้น ในขณะที่ด้านการเมือง ก็ถูกลิดรอนอิสรภาพ เสรีภาพถูกควบคุมด้วยรัฐบาลเผด็จการที่ครองอำนาจไปอีกอย่างยาวนาน

พุทธทาสเผยแพร่ธรรมะด้วยแนวทางของตนและได้รับการอุ้มชูและมีคะแนนนิยมในมหาชนอย่างสูง จนกระทั่งมาพบกับคึกฤทธิ์ ปราโมช นักหนังสือพิมพ์ นักการเมืองฝีปากกล้า พวกเขาได้สนทนากันบนจุดยืนในการมองพุทธศาสนาที่แตกต่างไป นำมาสู่หนังสือที่ชื่อ วิวาทะ เมื่อปี 2507 (คึกฤทธิ์ ปราโมช, พระธรรมโกศาจารย์  และพระพรหมมังคลาจารย์, หน้า 2507) หากประเมินแล้วพุทธทาสเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำและตั้งรับ ในฐานะผู้ที่ไม่เจนทางโลกเท่าคึกฤทธิ์ที่ดูมีเหตุผลและโน้มน้าวได้ดีกว่า

ทศวรรษ 2510 ผลงานของเขาก็ยังได้รับการผลิตซ้ำอย่างต่อเนื่องด้วยความนิยมที่ครองใจชนชั้นกลาง และคนในเขตเมืองทั้งหลาย ดังที่เห็นจากตารางที่ 2 คู่มืออุบาสกอุบาสิกาฯ ได้รับการตีพิมพ์รวมแล้ว กว่า 126,900 เล่ม ระหว่างปี 2510-2519 โดยเฉพาะตั้งแต่ปี 2512 เป็นต้นมาเริ่มพิมพ์ครั้งละ 5,000 ฉบับ  และตั้งแต่ปี 2519 เพิ่มมาเป็น 1 หมื่นฉบับ น่าสนใจว่า จำนวนผลิตที่มากนี้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองช่วง 14 ตุลาคม 2516 ไปจนถึง 6 ตุลาคม 2519 ส่วน คู่มือมนุษย์ ไม่ได้มีสถิติระบุชัด แต่ก็มีการนำไปพิมพ์เป็นหนังสืออนุสรณ์งานศพไม่น้อยในทศวรรษ 2510 โดยเฉพาะปี 2515 ที่พบการตีพิมพ์มากที่สุดจำนวน 6 ครั้งเป็นอย่างน้อย

อาจเป็นไปได้ว่าแนวคิดของพุทธทาสสอดรับกับการตีความศาสนาใหม่ของคนรุ่นใหม่ในยุคนั้นไปด้วย แต่การดำรงอยู่ของพุทธทาสในทศวรรษนี้ พบกับแรงเสียดทานมากยิ่งขึ้น เนื่องจากเผชิญหน้ากลุ่มชาวพุทธขวาจัดที่ชวนต่อล้อต่อเถียงด้วย ความก้าวหน้าในแนวคิดและคำสอนของพุทธทาสยิ่งเป็นตัวกระตุ้นให้ฝ่ายอนุรักษนิยมเคลื่อนไหวที่ยังเห็นหลักฐานก็คือ หนังสือที่เขียนออกมาแสดงให้เห็นถึงการปะทะกันของสองแนวคิด 

ตารางที่ 2 แสดงผลงานพุทธทาส ในทศวรรษ 2500-2510

ชื่อหนังสือ

พิมพ์ครั้งแรก

ประวัติการพิมพ์ซ้ำเท่าที่สำรวจพบ

คู่มืออุบาสกอุบาสิกา ภาค 1-2, ทำวัตรเช้าเย็น และ สวดมนต์พิเศษบางบทแปลไทย

2481

ครั้งที่ 5 (2500) 1,000 ฉบับ, ครั้งที่ 6 (2501) 1,000 เล่ม, ครั้งที่ 7 (2502) 1,000 เล่ม, ครั้งที่ 8 (2502) 1,000 เล่ม, ครั้งที่ 9 (2503) 1,000 เล่ม, ครั้งที่ 10 (2505) 1,000 เล่ม, ครั้งที่ 11 (2505) 1,000 เล่ม, ครั้งที่ 12 (2505) 1,000 เล่ม, ครั้งที่ 13 (2506) 1,000 เล่ม, ครั้งที่ 14 (2507) 1,000 เล่ม, ครั้งที่ 15 (2508) 1,000 เล่ม, ครั้งที่ 16 (2509) 1,000 เล่ม, ครั้งที่ 17 (2509) 1,000 เล่ม, ครั้งที่ 18 (2509) 1,400 เล่ม, ครั้งที่ 19 (2509) 1,500 เล่ม, ครั้งที่ 20 (2510) 1,200 เล่ม, ครั้งที่ 21 (2510) 1,200 เล่ม, ครั้งที่ 22 (2510) 1,500 เล่ม, ครั้งที่ 23 (2511) 1,500 เล่ม, ครั้งที่ 24 (2511) 1,500 เล่ม, ครั้งที่ 25 (2512) 5,000 เล่ม, ครั้งที่ 26 (2512) 5,000 เล่ม, ครั้งที่ 27 (2513) 5,000 เล่ม, ครั้งที่ 28 (2513) 5,000 เล่ม, ครั้งที่ 29 (2514) 5,000 เล่ม, ครั้งที่ 30 (2514) 5,000 เล่ม, ครั้งที่ 31 (2515) 5,000 เล่ม, ครั้งที่ 32 (2515) 5,000 เล่ม, ครั้งที่ 33 (2516) 5,000 เล่ม, ครั้งที่ 34 (2516) 5,000 เล่ม, ครั้งที่ 35 (2516) 5,000 เล่ม, ครั้งที่ 36 (2516) 5,000 เล่ม, ครั้งที่ 37 (2517) 5,000 เล่ม, ครั้งที่ 38 (2517) 5,000 เล่ม, ครั้งที่ 39 (2518) 5,000 เล่ม, ครั้งที่ 40 (2518) 5,000 เล่ม, ครั้งที่ 41 (2518) 5,000 เล่ม, ครั้งที่ 42 (2519) 5,000 เล่ม, ครั้งที่ 43 (2519) 10,000 เล่ม, ครั้งที่ 44 (2519) 10,000 เล่ม, ครั้งที่ 45 (2519) 10,000 เล่ม (ปรับปรุงใหม่)

คู่มือมนุษย์

2501

พิมพ์เผยแพร่ในหนังสืออนุสรณ์งานศพ ปี 2501 อย่างน้อย 2 ครั้ง และพิมพ์ซ้ำในปี 2503, 2506 อย่างน้อย 2 ครั้ง, 2508, 2509 และในทศวรรษ 2510 ก็ได้มีความนิยมในฐานะตัวบทที่ถูกตีพิมพ์แจกหนังสืองานศพอีก เช่นป  2510, 2511, ปี 2514 จำนวน 42 ครั้ง ปี 2515 6 ครั้ง ปี 2516 2 ครั้ง และ 2517 อีก 1 ครั้ง


ที่มา : พุทธทาสภิกขุ และปิ่น มุทุกันต์, 2509; พุทธทาสภิกขุ, 2501ก; พุทธทาสภิกขุ, 2501ข; พุทธทาสภิกขุ, 2503; พุทธทาสภิกขุ, 2506ก; พุทธทาสภิกขุ, 2506ข; พุทธทาสภิกขุ, 2508ข; พุทธทาสภิกขุ, 2509; สำนักโมกขพลาราม, 2513; สำนักโมกขพลาราม, 2520; พระธรรมโกศาจารย์, 2510; พระธรรมโกศาจารย์, 2511; พระธรรมโกศาจารย์, 2514ก; พระธรรมโกศาจารย์, 2514ข; พระธรรมโกศาจารย์, 2515ก; พระธรรมโกศาจารย์, 2515ข; พระธรรมโกศาจารย์, 2515ค; พระธรรมโกศาจารย์, 2515ง; พระธรรมโกศาจารย์, 2515จ;พระธรรมโกศาจารย์, 2515ฉ; พระธรรมโกศาจารย์, 2516ก; พระธรรมโกศาจารย์, 2516ข;พระธรรมโกศาจารย์, 2517

4. การฟื้นตัวของแนวคิดจักรวาลไตรภูมิ จิตวิญญาณ และภพภูมิอันศักดิ์สิทธิ์
งานของนนทวุฒิ ราชกาวี ได้ชี้ให้เห็นว่า แนวคิดพุทธศาสนากับอุดมการณ์อนุรักษนิยมที่เติบโตมาจากช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 มาสู่ปลายทศวรรษ 2510 ซึ่งเป็นช่วงสงครามเย็นพุ่งขึ้นไปอยู่ในจุดสูงสุด เนื่องจากการยึดครองของพรรคคอมมิวนิสต์ในประเทศเวียดนาม ลาวและกัมพูชา เช่นเดียวกับการต่อสู้ด้วยอาวุธหนักระหว่างรัฐบาลกับพคท. ส่วนในเขตเมืองนั้น จุดตัดสำคัญก็คือ เช้าของวันที่ 6 ตุลาคม 2519 เมื่อรัฐได้ส่งกองกำลังเข้าไปปราบปรามนักศึกษาและประชาชนในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่ชุมนุมต่อต้านรัฐบาลกรณีที่ถนอม กิตติขจร กลับเข้ามาในประเทศเพื่อบวชเป็นพระภิกษุ โศกนาฏกรรมแถวสนามหลวงจบลงด้วยรัฐประหารและภาพอันโหดเหี้ยม ในที่สุดก็ได้จัดตั้งรัฐบาลอนุรักษนิยมสุดขั้วขึ้นมา สำหรับวงการพุทธศาสนาเอง การกลับมารุ่งเรื่องของพุทธศาสนาแบบชาวบ้านที่ให้ความสำคัญกับจักรวาลไตรภูมิ นรก สวรรค์ สิ่งศักดิ์สิทธิ์และเครื่องรางของขลังกลับมาอีกครั้ง ผิดแต่ไม่ได้เกิดขึ้นบนฐานความเสี่ยงแบบสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่มีการต่อสู้กันแบบเปิดเผยเป็นสงครามระหว่างประเทศ แต่เกิดขึ้นบนความหวาดกลัวว่า คอมมิวนิสต์จะยึดครองประเทศ ทำให้สถาบันชาติ ศาสน์ กษัตริย์ต้องล่มจม โดยเฉพาะเมื่อพวกเขาเห็นตัวอย่างที่รุนแรงจากการปฏิวัติวัฒนธรรมในจีนแล้ว การจัดตั้งและรวมตัวของฝ่ายอนุรักษนิยมในวงการพุทธศาสนาจึงมีเหตุผลรองรับในระดับหนึ่ง เราจะเห็นพระฤาษีลิงดำ เดินทางไปกับคณะของหม่อมเจ้าวิภาวดีรังสิต และทหาร บางครั้งไปถึงเขตรอยต่อระหว่างพื้นที่สีแดงเพื่อแจกจ่ายเครื่องรางให้กับทหารและตำรวจตระเวนชายแดน ทั้งคู่ฝึกกรรมฐานด้วยกันอยู่เสมอ และวันที่หม่อมเจ้าวิภาวดีถูกยิงเฮลิคอปเตอร์ ก่อนจะสิ้นพระชนม์ยังขอให้พระฤาษีลิงดำถวายบังคมลาพระเจ้าอยู่หัวแทน (นนทวุฒิ ราชกาวี, 2556, น. 122-127) 

จนกว่า พคท.จะพ่ายแพ้เมื่อกลางทศวรรษ 2520 ชาวพุทธที่ประกาศต่อสู้กับมารศาสนาจะปักหลักอย่างมั่นคงและเข้มแข็ง จึงไม่แปลกว่า การเคลื่อนไหวของชาวพุทธหัวรุนแรงได้จับตาความเปลี่ยนแปลงในวงการพุทธศาสนาและพยายามเข้าไปจัดระเบียบและกดดันผู้ที่ไม่อยู่ในร่องในรอย หรือกระทั่งดูจะเป็นภัยต่อความมั่นคง พุทธทาสเองก็เป็นหนึ่งในนั้น

5. คำสอนเดียรถีย์ เผยสัทธรรมปฏิรูป 
ดังที่กล่าวมาแล้ว พุทธทาสเคยถูกมองว่า เป็นคอมมิวนิสต์จากงานเขียนและการบรรยายของเขา ตั้งแต่ทศวรรษ 2490 แต่ก็ยังถือว่าเป็นสถานการณ์ที่ยังไม่รุนแรงนัก หนังสือของชาวพุทธขวาจัดที่เกิดขึ้นช่วงทศวรรษ 2520 ได้โจมตีพุทธทาสอย่างเป็นระบบ จะขอเริ่มอภิปรายก่อนด้วยเล่ม คำสอนเดียรถีย์ (ภิกษุชยานันโท และคณะ, 2522) หนังสือเล่มนี้วิจารณ์พุทธทาสอย่างถึงพริกถึงขิงและตรงไปตรงมาไม่ได้อ้อมค้อม บางหัวข้อได้ใช้สำนวนแทบไม่ต่างจากสำนวนนักหนังสือพิมพ์ข่าวสดที่เขียนโจมตีพระยันตระ วัดพระธรรมกาย และอลัชชีทั้งหลายในยุคต่อมา ผู้เรียบเรียงได้แก่ ภิกษุชยานันโท ซึ่งเป็นนายตำรวจเก่าคือ อนันต์ เสนาขันธ์ (ต่อมาจะเขียนหนังสือโจมตี สำนักปู่สวรรค์) นัยสำคัญของการวิพากษ์ มิใช่เพราะว่าพุทธทาสทำการสอนบิดเบือนอย่างเดียว แต่เพราะการกระทำของพุทธทาสเชื่อมโยงกับพวกซ้ายใหม่และสังคมนิยม อันจะเป็นประตูเปิดไปสู่การยึดครองของคอมมิวนิสต์

หนังสือเล่มนี้เป็นการรวมบทความของนักเขียน 6 คน มีทั้งพระชาวอเมริกัน, นักวิทยาศาสตร์, ผู้ที่เรียนจบจากสหรัฐอเมริกา, อาจารย์สอนพระอภิธรรม รวมไปถึงนายทหารที่เป็นอาจารย์โรงเรียนเสนาธิการ เกือบทั้งหมดโจมตีพุทธทาสโดยตรง มีลักษณะร่วมกันคือ เชื่อถือเรื่องจิตวิญญาณ ไตรปิฎก และพระอภิธรรม ขณะเดียวกันก็แสดงให้ผู้อ่านรู้ว่า พวกตนนั้นมีความรู้สูงทั้งในด้านภาษาอังกฤษ และมีความรู้ในระดับแวดวงวิทยาศาสตร์ หรือปรัชญาตะวันตกที่มีความชอบธรรมมากพอที่จะวิพากษ์พุทธทาสในแง่มุมต่างๆ 
โดยบริบทของหนังสือนี้ที่ออกมาในช่วงหลัง 6 ตุลาคม 2519 เพียง 3 ปี หลังจากที่หม่อมเจ้าวิภาวดีรังสิต อสัญกรรมถูกลอบสังหารเพียง 2 ปี ถือว่า เป็นช่วงเวลาที่ประชาชนหนีการปราบปรามจากภาครัฐไปสมทบกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยในเขตฐานที่มั่นเป็นอย่างมาก จึงถือเป็นช่วงที่ความตึงเครียดดังกล่าวยังคงลุกโชนอยู่ทั่วไป ในที่นี้จะทำให้เห็นจุดยืนของแต่ละบทความที่มีต่อพุทธทาสอย่างละเอียด

ภิกษุชยานันโท มองพุทธทาสแบบที่คนยุคนี้นึกไม่ถึงว่า 
“เมื่อเอ่ยถึงกระบวนการนักเผยแพร่ธรรมด้วยกันแล้ว ฉายา “พุทธทาส” นับว่าติดอยู่ในกลุ่มแนวหน้าด้วยผู้หนึ่ง ใครๆ ก็พากันนิยมชมชื่นในการเผยแพร่ธรรมในแนวแปลกของเขา เพราะเขาใช้คำพูดที่ใหม่แหวกแนว แปลกหูใช้คำไทยสลับอังกฤษ คำอังกฤษสลับบาลี เป็นที่คลุมเคลือไม่แจ้งชัด ใช้ศัพท์แสงที่มีความหมายสองแง่สองง่ามชวนให้สงสัย บางครั้งแปลบาลีตามใจชอบวิปริตผิดครูบาอาจารย์ทั้งหลาย อธิบายพุทธพจน์ตามอัตโนมัติของตัว โดยไม่ถูกต้องตามสาระที่เป็นจริง พยายามบิดเบือนคำสอนที่ลึกซึ้ง ซับซ้อนให้เป็นของง่ายมีความหมายตื้นๆ ซึ่งนับว่าเป็นหมิ่นประมาทพระโพธิญาณของพุทธองค์เป็นอย่างยิ่ง หลอกลวงคนทั่วไปว่า สามารถเรียนรู้พุทธศาสนาได้ภายใน 15 นาที กล่าวเท็จต่อคนไทยทั้งชาติว่า คอมมิวนิสต์มา ศาสนาพุทธก็อยู่ได้”
(ภิกษุชยานันโท และคณะ, 2522, น. 1-2)

พุทธทาสที่เป็นที่นิยมในธรรมแนวแปลก แหวกแนว แต่บิดเบือน แปลบาลีตามใจชอบ สิ่งเหล่านี้อาจมองข้ามไปได้หากพุทธทาสไม่ได้เกี่ยวพันกับคอมมิวนิสต์ แต่พุทธทาสกำลังจะข้ามเส้นนั้น เพราะคำสอนของเขามันดูจะไปกันได้ดีกับพวก “ซ้ายใหม่” ดังที่กล่าวไว้ว่า “การที่พุทธทาส อธิบายธรรมแบบขาวเป็นดำ ดำเป็นขาว ย่อมเป็นที่สบอารมณ์ของบุคคลที่อ้างตัวเองว่าเป็นซ้ายใหม่ที่มีพื้นฐานทางวัตถุนิยม สังคมนิยมมากกว่าจิตนิยมประชาธิปไตย” (ภิกษุชยานันโท และคณะ, 2522, น. 2) ชื่อหนังสือก็มาจากประโยคที่แสดงความไม่พอใจอย่างยิ่งที่ว่า “งานเหล่านี้น่าจะได้ชื่อว่า…เป็นงานของเดียรถีย์ที่แฝงมาในร่างของสมณะผู้ทรงศักดิ์ มากกว่า” (ภิกษุชยานันโท และคณะ, 2522, น. 3)

ที่ผ่านมาไม่มีใครออกมาปกป้องพุทธศาสนาจากพุทธทาส เพราะไม่มีใครอยากเสี่ยงหรือเปลืองตัวออกมาวิจารณ์สิ่งที่พุทธทาสกระทำอันเปรียบเสมือนกับการแพร่ยาพิษ พระผู้ใหญ่เองก็ไม่เอาธุระ เพราะถือว่าเป็นเรื่องกรรมใครกรรมมัน หรือจะได้รับผลกระทบจนเสื่อมสุข ขณะที่พระหนุ่มๆ ก็เกรงว่าหากวิจารณ์แล้วจะกระทบต่อความก้าวหน้าในการเลื่อนยศเป็นเจ้าคุณ พวกเขาถือว่า การที่พุทธทาสปฏิเสธว่าไม่มีวัฏสงสาร ไม่มีการเวียนว่ายตายเกิด และที่การปฏิเสธ “อภิธรรมปิฎก” ที่เป็นหนึ่งในสามของพระไตรปิฎก เป็นเรื่องร้ายแรง พุทธทาสจึงถูกกล่าวหาด้วยข้อหาอุกฉกรรจ์ ก็คือ การเป็นไส้ศึก เปิดประตูให้ศัตรูคอมมิวนิสต์เข้ามาทำลายพุทธศาสนาเร็วยิ่งขึ้น” (ภิกษุชยานันโท และคณะ, 2522, น. 4-9) ดังนั้นชื่อ “พุทธทาส” นั้นไม่ถูกต้อง การทรยศบิดเบือนคำสอนของพระพุทธองค์จึงควรได้ชื่อว่า “ทาสเดียรถีย์” มากกว่า (ภิกษุชยานันโท และคณะ, 2522, น. 31) ภิกษุชยานันโท ได้อุทิศหน้ากระดาษบริภาษพุทธทาสยาวถึง 78 หน้า กินพื้นที่กว่าครึ่งหนึ่งของหนังสือ

บทความอื่นๆ ในเล่มก็วิพากษ์พุทธทาสแต่ไม่เผ็ดร้อนเท่าสำนวนของภิกษุชยานันโท วิจัย อ.ศิวะกุล ผู้อำนวยการอบรมพระอภิธรรมประยุกต์ที่จบปริญญาตรีรัฐศาสตรบัณฑิต และจบปริญญาโทจากสหรัฐอเมริกา ได้วิเคราะห์การใช้ “ภาษาคน ภาษาธรรม” ของพุทธทาสว่า เขาทึกทักเอาเองว่าสิ่งที่เขาเผยแพร่คือคำสอนของพระพุทธเจ้า “ภาษาพุทธทาสชอบเอาความหมายแคบตามที่ท่านติดใจมาแทนความสุขุมกว้างขวางในคำสอนของพระพุทธองค์…ความรู้ว่าตัวกู ของกูนี้คืออะไร ท่านไม่เคยชี้แจงให้กระจ่างแจ้งเลย ได้แต่พูดเอาแต่สามัญสำนึก และมักอ่อนด้วยเหตุผลและขัดแย้งข้อเท็จจริงเสียด้วย” (ภิกษุชยานันโท และคณะ, 2522, น. 117) และในฐานะนักเรียนนอก เขาจึงดูแคลนพุทธทาสที่มักอ้างคำฝรั่งแต่ไม่เข้าใจมันถ่องแท้เมื่อกล่าวถึงด้านความคิดปรัชญา ดังที่อภิปรายว่า “นักปรัชญาฝรั่งถ้าทราบเข้า…คงหัวเราะในใจว่า พุทธทาสนี้บวชเป็นพระในพุทธศาสนาชอบบรรยายธรรมะ คงต้องเอาคำในพุทธศาสนาตีความเอาเองตามใจชอบ” (ภิกษุชยานันโท และคณะ, 2522, น. 112) 

สอดคล้องกับพระภิกษุชาวอเมริกันอย่าง พระเบอร์เด้น อุตฺตโม ที่ลงมือเขียนเป็นภาษาไทยในหัวข้อ “พุทธทาสผู้มีความเห็นวิปริต” พื้นเพของเขานั้นเป็นนักวิทยาศาสตร์มาก่อน แม้จะอายุ 48 ปี แต่ก็บวชมาอย่างยาวนานถึง 17 พรรษา อ้างว่าได้ศึกษาธรรมมะมาจากทั้งอินเดีย ลังกา พม่า และไทย พระเบอร์เด้นจึงมีคุณสมบัติอันเป็นอุดมคติที่มากพอจะวิพากษ์และทำลายความน่าเชื่อถือพุทธทาสที่มีอิทธิพลสูงยิ่งในสังคมไทย เขาเริ่มต้นด้วยการยกอังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต เถระสูตร เห็นว่า ภิกษุผู้ประกอบด้วยสิ่ง 5 ประการที่นำความฉิบหายแก่คนหมู่มาก ตรงกับพุทธทาส วิธีการของเขาก็คือ การตั้งประเด็นจากข้อความในหนังสือของพุทธทาสขึ้นมาเช่น ธรรมะกับนักศึกษา, คริสต์ธรรม-พุทธธรรม แล้วใช้บทสนทนาสมมติจากผู้โต้ที่เรียกว่า “เถระ” เป็นข้อๆ ไป เช่น พุทธทาสบอกว่า สวรรค์นรกและการเกิดใหม่เป็นเรื่องงมงาย ไม่มีโดยแท้จริง แม้จะมีก็เป็นอุปมา การเกิดใหม่เป็นการอุบัติทุกขณะจิต และที่น่าสนใจคือมองว่าพุทธทาสนั้น “ยึดถือความเห็นผิดของนิกายมหายาน...ลัทธิมหายานถือว่า ไม่มีตัวเอง เพราะเขาเข้าใจผิดในเรื่องอนัตตา อนัตตา ไม่ได้หมายความว่า ไม่มีตัวเอง อนัตตา หมายความว่า ไม่ใช่ตัวเอง” ที่สำคัญพุทธทาสยังกล่าวหา ติเตียน “อภิธรรมปิฎก” ว่าเป็น “เนื้องอกออกมาภายหลัง และไม่ใช่คำตรัสของพระพุทธเจ้า” หรือการพยายามสร้างความเข้าใจกับคริสต์ศาสนาว่า “อริยมรรค 8 เป็นพระเจ้า พระเจ้าเป็นนิพพาน พระเจ้าเป็นกรรมะ พระเจ้าเป็นธรรมสูงสุด” ก็ทำให้มองว่า เขาเชื่อแบบผิดๆ นำไปสู่ข้อสรุปว่าพุทธทาสเชื่อผิด 4 อย่าง คือ ไม่มีการเกิดใหม่หลังตาย, ไม่มีตัวเอง, คัมภีร์อภิธรรมเป็นที่น่าติเตียน และแก่นสารของคริสต์ธรรมและพุทธธรรมสามารถเข้ากันได้ (ภิกษุชยานันโท และคณะ, 2522, น. 79-88)

คนในกองทัพอย่างบุญเยี่ยม สาริมาน ยศพันเอก ผู้เป็นอาจารย์โรงเรียนเสนาธิการทหารบก ตอบโต้เรื่องการปฏิเสธเรื่องผีและเทวดา เขายืนยันว่า “มีหลายสำนักที่ไล่ผีได้ แต่มีเพียงสำนักเดียวเท่านั้นที่ผู้เขียนทราบที่อธิบายได้อย่างชัดเจนว่ามีเหตุ มีปัจจัยอย่างไร ที่สามารถไล่ผีออกได้ และสามารถเชิญเทวดามาช่วยได้ทุกเวลา คือ ที่อภิธรรมมูลนิธิ วัดโพธิ์นี้” (ภิกษุชยานันโท และคณะ, 2522, น. 129)

ส่วนบทความของภิกษุธัมมานุสารี เรื่อง “ภาษาคนหรือภาษาธรรม?” ที่ตีพิมพ์มาก่อน ในปี 2421 ก็ได้ชี้ให้เห็นปัญหาการตีความของพุทธทาสว่า มักลากเข้าความเพื่ออธิบายอย่างใหม่ ดูเป็นวิทยาศาสตร์ ดังว่า “แต่ใครจะคิดเห็นอย่างไรนั้นก็ไม่สู้จะสำคัญเท่าพระภิกษุในปัจจุบันนี้มีความเชื่อแบบเจ้าปายาสิแล้วยังไม่พอ กลับพยายามหาทางที่จะอธิบายข้อความในพระไตรปิฎกให้สอดคล้องตามทิฏฐิของคนในยุควิทยาศาสตร์เฟื่องนี้เสียอีกด้วย” “เรื่อง “ภาษาคน” กับ “ภาษาธรรม” เช่นที่ว่านี้ดูเหมือนว่าจะเป็นคำอธิบายที่กำลังเป็นที่ถูกอกถูกใจกันอย่างมากในหมู่นักศึกษา และปัญญาชนผู้มีความเชื่อทางวิทยาศาสตร์กันอย่างแน่นแฟ้น และไม่ได้ศึกษาธรรมะจากพระไตรปิฎกโดยตรง” ซึ่งเขาก็ได้ชี้ให้เห็นปัญหาการตีความและอธิบายเรื่องปฏิจจสมุปบาท แต่กระนั้นพุทธทาสก็ไม่ได้อธิบายภาษาธรรมไว้จนครบถ้วน หรือการแปลผิด ทิ้งไว้คลุมเครือจนเกิดการตีความ ทั้งที่พระพุทธองค์เน้นการใช้ภาษาให้เข้าใจความหมาย (ภิกษุชยานันโท และคณะ, 2522, น. 139-140)

การอ้างความเป็นเหตุเป็นผลและวิทยาศาสตร์ของพุทธทาสอยู่เสมอ ทำให้หนังสือเล่มนี้มีนักวิทยาศาสตร์ผู้สนใจเรื่องลี้ลับอย่าง คลุ้ม วัชโรบล นักชีววิทยาดีกรี ดร. ที่ครองตำแหน่งศาสตราจารย์ เขาได้เขียนบทความชื่อว่า  “ผี เทวดา สิ่งศักดิ์สิทธิ์มีจริงหรือ?” เขากล่าวอ้างอยู่ 2 ประเด็น ประเด็นแรกเถียงได้ด้วยยากเนื่องจากอิงสถาบันกษัตริย์ นั่นคือ “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวองค์ปัจจุบัน ทรงสร้างพระเครื่องรางของขลังด้วยพระหัตถ์ของพระองค์เอง และพระองค์ยังได้เสด็จไปในที่ต่างๆ ทำพิธีบวงสรวงพระวิญญาณของวีรกษัตริย์ไทยเป็นประจำ…นี่พอจะรวบรัดเรื่องเกี่ยวกับเทวดาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้แล้ว” (ภิกษุชยานันโท และคณะ, 2522, น. 151) ในอีกด้าน พยายามอธิบายด้วยทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ เรื่องของ วิญญาณ นั่นคือ “อีกทฤษฎีหนึ่งอ้างว่า นอกจากชีวิตต้องมีโปรโตปลาสซึมแล้ว ยังต้องมีพลังงานแห่งชีวิต Vitalenergy อีกด้วย หรืออีกนัยหนึ่งต้องมี วิญญาณ มิฉะนั้นจะเป็นชีวิตขึ้นมาไม่ได้ ทฤษฎีนี้เรียกว่า Vitalistic Theory” “ตอนปฏิสนธินั่นแหละที่วิญญาณเริ่มเข้าสู่เด็ก” (ภิกษุชยานันโท และคณะ, 2522, น. 152) 

ส่วนบุญมี เมธังกูรนั้น เป็นอาจารย์สอนพระอภิธรรมสำนักวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม หรือวัดโพธิ์ อดีตเคยเป็นครู แล้วออกมาทำธุรกิจผลิตชอล์ก จนกลายเป็นบริษัทใหญ่โต ก่อนที่จะได้มาพบกับพระอภิธรรมที่ยังความเลื่อมใสให้แก่เขาอย่างยิ่ง (อาลัยพระอาจารย์ บุญมี เมธางกูร, 2535, หน้า 1-3) เขามากับหัวข้อ “ภิกษุผู้ทำลายพุทธศาสนา” เขาชี้ให้เห็นว่า พุทธทาสนั้น ศึกษาเข้าไปถึงความลึกซึ้งไม่ไหว และแสดงธรรมออกมาจนพุทธศาสนาเสียหาย นั่นคือ เรื่อง การเวียนว่ายตายเกิดไม่มี และเกิดเป็นผีสางเทวดาไม่ได้ และยังสอนแต่ศีลธรรมจรรยาที่คนทั้งหลายรู้กันอยู่แล้ว และมองว่าลูกศิษย์พุทธทาสที่มีอยู่มากมาย รวมไปถึง “ผู้นิยมการเมืองไปทางซ้าย” ที่เชื่อว่า “ศาสนาเป็นยาเสพติด” ได้กระจายความเห็นผิดเรื่องเกิดชาติหน้าไม่ได้ ทำให้เขากลายเป็นตัวเปิดประตูเพื่อต้อนรับผู้ที่ชอบการเมืองที่ไม่เอาศาสนาให้มาทำลายพระพุทธศาสนา และให้พระภิกษุสงฆ์ต้องออกไปทำไร่ไถนาโดยเร็ว (ภิกษุชยานันโท และคณะ, 2522, น. 89-100)

6. โต้...พุทธทาส เรื่อง “จิตว่าง”
บุญมี เมธางกูร ยังออกหนังสือตามมาอีกเล่มนั่นคือ โต้..ท่านพุทธทาส! เรื่อง “จิตว่าง” เล่ม  1 (บุญมี เมธางกูร, 2522) การที่เขายกตัวบทจากหนังสือ อภิธรรมคืออะไร? ของพุทธทาสมาโต้แย้งโดยตรง หนังสือนี้มาจากการบรรยายเมื่อปี 2514  (บุญมี เมธางกูร, 2522, น. 67) สะท้อนให้ถึงการพยายามปกป้องสิ่งที่พุทธทาสโจมตีพระอภิธรรมโดยตรง บุญมีเล่าว่า เขาเปิดโรงเรียนพระอภิธรรมขึ้นตั้งแต่ปี 2496 ณ พุทธสมาคมแห่งประเทศไทย  (บุญมี เมธางกูร, 2522, น. 61) แสดงให้เห็นทั้งความเชี่ยวชาญและผูกพันกับการเรียนการสอนพระอภิธรรม หนังสือเล่มนี้ยังสะท้อนว่า หลังจาก คำสอนเดียรถีย์  ออกจำหน่าย ปรากฏว่าพระเถระบางคนเห็นว่าเป็นการอาจเอื้อมโจมตีพระผู้ใหญ่ให้ได้รับความเสียหาย ซึ่งบุญมีก็เห็นว่า สิ่งที่พวกเขาทำนั้นเป็นการปกป้องสถาบัน และถามกลับว่า “ท่านอยากจะให้ฝ่ายซ้ายที่ไม่เอาศาสนา เห็นศาสนาเป็นยาเสพติดเข้ามาได้ง่ายๆ หรืออย่างไร พวกผมต่อสู้เพื่อพระพุทธศาสนา เพื่อบัลลังก์สงฆ์ เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และก็เพื่อจะให้ท่านนั่นแหละยังอยู่ได้นานต่อไป ท่านไม่ชอบหรือ” (บุญมี เมธางกูร, 2522, น. 62)

เรียกได้ว่า พุทธทาสเปิดศึก กับ สำนักพระอภิธรรม และโดนโต้กลับอย่างดุเดือด สำนักพระอภิธรรมต่างจากสำนักวิปัสสนาที่เน้นการปฏิบัติสมาธิภาวนาตามครูบาอาจารย์ แต่เป็นการศึกษาตัวบทพระอภิธรรมอย่างจริงจังเข้มข้น ดังที่เขากล่าวอ้างว่า เรียนวันละ 2 ชั่วโมง เป็นปีๆ ก็ยังไม่จบ บุญมี ได้ยกตัวอย่างความเห็นผิดที่พุทธทาสสอนคน จากนักศึกษาพระอภิธรรมของตน เช่น กรณีหนึ่งที่ชอบใจหนังสือพุทธทาส และเชื่อว่า “เมื่อไม่มีชาติหน้าจึงได้ทำบาปเป็นการใหญ่ เช่น ร่วมใจกันสร้างโรงงานฆ่าสัตว์เป็นต้น เพราะเชื่อตามท่าน ว่าการเวียนว่ายตายเกิดไม่มี กรรมที่กระทำไปแล้วจะให้ผลในชาติหน้าไม่ได้…รู้สึกเสียใจมากที่สุดในการทำบาปที่ผ่านมา” นักศึกษาอภิธรรมอีกคนสารภาพว่า “ผมจะทำอย่างไรดี ผมฆ่าคนตายมาหลายคนโดยไม่ผิดฎหมายเสียด้วย เพราะผมเป็นนายตำรวจขั้นสารวัตร สมัยที่ผู้นำของประเทศท่านหนึ่งได้สั่งว่า ถ้ารู้แน่ว่าเป็นตีนแมว รู้แน่ว่าเป็นอันธพาลก็ให้เก็บเสีย ไม่ต้องพิจารณาตามขั้นตอนของกฎหมายให้เสียเวลา ผมก็ยัดข้อหาว่าหนีที่คุมขังบ้าง ต่อสู้เจ้าพนักงานบ้าง แล้วก็ทำลงไปหลายคน ผมฆ่าคนหลายคน บาปนักเช่นนี้ก็เพราะผมไม่เชื่อผลของกรรม และการเวียนว่ายตายเกิดของผู้ที่มีความเห็นผิดแล้วผู้สอนท่านนี้อวดฉลาดอ้างด้วยว่า พระพุทธเจ้าสอนเอาไว้”  (บุญมี เมธางกูร, 2522, น. 71-72) บุญมียังเห็นว่า “ท่านพุทธทาสสอนให้กระทำการสิ่งใดก็ให้หวังผลแต่เพียงในชาตินี้เป็นสำคัญ เมื่อชาติหน้าไม่มีเสียแล้วจะเรียนธรรมะไปทำไมกัน ดังนั้น จึงได้ชื่อว่า ท่านปิดกั้นปัญญาของประชาชนที่จะได้รับด้วย” (บุญมี เมธางกูร, 2522, น. 75) เขาเห็นว่า พุทธทาสสร้างความเห็นผิดอย่างร้ายแรงมาเป็นสิบๆ ปี จนความเห็นผิดได้กระจายออกไปทั่วประเทศไทย และเสียดสีว่า แม้อาจารย์ผู้เป็นมิจฉาทิฏฐิทั้ง 6 ในสมัยพุทธกาลก็แพ้อย่างราบคาบ พุทธทาสมีลูกศิษย์ที่เฉลียวฉลาดทั้งพระและฆราวาสที่มีความสามารถในการเผยแพร่ ไม่ว่าจะเป็นการบรรยายในที่ประชุม ในวิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ และหนังสือเล่ม ทั้งในและต่างประเทศ (บุญมี เมธางกูร, 2522, น. 76-77) 

บุญมีวิจารณ์พุทธทาสที่วิจารณ์พระอภิธรรมโดยที่ไม่เข้าใจ ไม่เคยเรียนพระอภิธรรม “ท่านศึกษาพระอภิธรรมเข้าไปไม่ไหวแล้ววิจารณ์พระอภิธรรมให้เสียหาย ท่านมีเจตนาอย่างไร…น่าอัศจรรย์จริงๆ ผู้ที่ไม่ได้เรียนมาเลยแต่น้อย แต่กล้าวิจารณ์คำสอนของพระพุทธเจ้าชั้นปรมัตถ์ได้…ถ้าพระพุทธศาสนาจะเสื่อมแล้ว พระอภิธรรมจะต้องเสื่อมไปก่อนเพื่อน เพราะเป็นเรื่องของชีวิตจิตใจทั้งเห็นได้และเห็นไม่ได้” (บุญมี เมธางกูร, 2522, น. 83) นอกจากจะปกป้องพระอภิธรรมแล้ว เรื่องเล่าเหนือธรรมชาติอันเป็นเรื่องปกติในจักรวาลแบบไตรภูมิก็ยังเป็นเรื่องสำคัญ “ท่านหมิ่นประมาทว่า พระองค์คลอดออกมาจากครรภ์แล้วเดินได้ถึง 7 ก้าว พร้อมทั้งมีดอกบัวรองรับด้วยว่าไม่เป็นความจริง เป็นไปไม่ได้ หลงใหลเชื่อกันไปเอง” (บุญมี เมธางกูร, 2522, น. 87) 

การกล่าวโดยไม่อ้างชื่อ แต่ก็รู้ว่าหมายถึงใครถือเป็นการบริภาษพุทธทาสโดยตรง “คำว่า ภิกษุ หมายถึงผู้เห็นภัยในวัฏฏะ เดี๋ยวนี้ท่านก็ไม่ได้เป็นภิกษุอีกต่อไป เพราะท่านมิได้เห็นภัยในวัฏฏะ และมิได้รักษาคำสาบานที่ให้ไว้กับอุปัชฌาย์อาจารย์ของท่านเมื่อตอนบวช ท่านไม่มีปัญญา เพราะท่านมิได้สั่งสม อบรมปัญญาเอาไว้ โยนิโสมนสิการจึงเกิดขึ้นไม่ได้ แต่ท่านก็ได้พยายามเอาความเสียหายใหญ่หลวงมายัดเยียดให้แก่ประชาชนทั่วประเทศไทย ทำให้ประชาชนทั้งหลายเสียประโยชน์ใหญ่ และมีมากมายทีเดียวที่หันหลังให้พระพุทธศาสนา” (บุญมี เมธางกูร, 2522, น. 219-220)

เขายืนยันว่าในพุทธศาสนานั้น “ผู้ที่ทำสมาธิมากจนมีความสามารถพิเศษอย่างที่ในพระพุทธศาสนาเรียกว่า “อภิญญาจิต” ติดต่อกับบรรดาเทวดาชั้นต่างๆ ได้ ก็เลยถือพระอิศวร และบรรดาเทวดาชั้นต่างๆ เหล่านั้นมีความสามารถพิเศษ เช่น ดลบันดาลให้ตนรอดและปลอดภัย หรือมีลาภผลใดๆ ตามที่ตนปรารถนา” แม้เทวดาและสิ่งศักดิ์จะมีจริง แต่ก็สอนให้กราบไหว้มิได้ให้ขอลาภผลอะไร (บุญมี เมธางกูร, 2522, น. 120-123)

บุญมียังได้อุปมาเรื่องการเรียนรู้เรื่องจิตที่พุทธทาสรู้ไม่จริงกับช่างไม้ “ผู้ไม่เคยศึกษาเรื่องของช่างไม้ ก็ย่อมจะปลูกบ้านสร้างเรือนไม่ได้ อย่างน้อยก็จะต้องมีความเข้าใจบ้าง สำหรับตัวของเราเองก็เหมือนกัน จะต้องรู้เรื่องจิตใจของเราเป็นพิเศษ หาไม่แล้วจะแก้ปัญหาให้แก่ชีวิตของเราได้อย่างไรเล่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแยกแยะเจตสิกแต่ละตัวให้ศึกษาเหมือนแยกชิ้นไม้แต่ละชิ้นส่วนมากมายที่ใช้ทำบ้านออกมาให้เข้าใจ” (บุญมี เมธางกูร, 2522, น. 149)

การอธิบายพระอภิธรรมไปคู่กับวิทยาศาสตร์ก็ถือเป็นที่นิยม มีการอ้างถึงอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ เทียบเรื่องปรมาณูหรืออะตอม กับ การแสดงเรื่องปรมาณูของพระพุทธเจ้า ทั้งยังยกตัวอย่างการพิสูจน์เรื่องทฤษฎีปรมาณูนี้กับระเบิดปรมาณูที่ญี่ปุ่น (บุญมี เมธางกูร, 2522, น. 183-184)

เขาปิดท้ายด้วยเรื่องของปัญญา 2 ประเภท นั่นคือ กรรมัสกตาปัญญา หมายถึงปัญญาที่มีความรู้ความเข้าใจปัญหาชีวิตจิตใจ เรื่องกรรมและผลของกรรมไปจนถึงการเวียนว่ายตายเกิด กับ วิปัสสนาปัญญา อันเป็นปัญญาที่รู้ขันธ์ 5 อายตนะ 12 ธาตุ 18 อินทรีย์ 22 สัจจะ 4 และปฏิจจสมุปบาท 12 และปัญญาที่ลึกซึ้งและกว้างขวางเหล่านี้เองจะเข้ามาทำลายความสงสัยต่างๆ เมื่อได้ญาณปัญญามากขึ้นก็จะส่งไปให้ถึงพระนิพพานและหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด ซึ่งตรงนี้เองได้เหน็บพุทธทาสไว้ว่า ผู้ศึกษาพระพุทธศาสนาโดยเฉพาะพระอภิธรรมปิฎกจึง “ไม่กล้าบรรยายธรรมะเอาตามใจของตน” และ “ผู้ที่มิได้ศึกษาพระอภิธรรม ซ้ำยังพยายามหาว่าพระอภิธรรมมิได้เป็นพุทธพจน์ แล้วได้กระจายความเห็นผิดของตนว่า การเวียนว่ายตายเกิดและผีสางเทวดาไม่มีเพราะศึกษาเข้าไปไม่ไหว เมื่อแสดงธรรมออกสู่ประชาชนจึงหมิ่นเหม่ต่ออันตรายอย่างร้ายแรง เพราะเป็นการสกัดกั้นหนทางพ้นทุกข์ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้สู้อุตส่าห์ค้นคว้ามาด้วยความแสนยากยิ่ง” (บุญมี เมธางกูร, 2522, น. 206-213)

การโต้เถียงแสดงให้เห็นการกลับมาเฟื่องฟูของแนวคิดแบบจักรวาลไตรภูมิที่เคยถูกสั่นคลอนอย่างยิ่งเมื่อราวร้อยปีที่แล้ว หลังจากที่สังคมไทยและชนชั้นนำเผชิญหน้ากับแนวคิดแบบตะวันตก โดยเฉพาะรัชกาลที่ 4 ผู้ก่อต่อตั้งธรรมยุติกนิกายที่ให้ความสำคัญกับความเป็นเหตุเป็นผลที่พยายามปฏิเสธการดำรงอยู่ของจักรวาลวิทยาแบบไตรภูมิที่เชื่อเรื่อง นรก สวรรค์ ชาตินี้และชาติหน้า (อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์, 2538, น. 9-23) พุทธทาสเองก็ดำเนินตามรอยการมองและอธิบายในแว่นที่ต่างไปจากกลุ่มอาจารย์พระอภิธรรมทั้งหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่พุทธทาสต้องการจะสื่อสารกับคนรุ่นใหม่ การปฏิเสธผีสางเทวดา หรืออิทธิปาฏิหาริย์ในพุทธทาสศาสนาหรือพระไตรปิฎกจึงเป็นไปตามสามัญสำนึกของยุคสมัย ทำให้แนวคิดทั้งสองปะทะกันครั้งใหญ่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของสังคมการเมืองไทยที่เขม็งเกลียวที่สุดช่วงหนึ่ง

7. บทสรุป
อิทธิพลของพุทธทาสที่กว้างขวางได้ขัดแย้งกับแนวการสอนพุทธศาสนาที่มีศูนย์กลางอยู่ที่ผู้ศรัทธาในอภิธรรมปิฎกอย่างรุนแรง โดยเฉพาะในช่วงที่สงครามเย็นตึงเครียดถึงขีดสุดช่วงปลายทศวรรษ 2510 ต่อต้นทศวรรษ 2520 ทำให้ชาวพุทธหัวอนุรักษนิยมที่ยังคงยืนยันคำสอนเรื่องนรก สวรรค์ การเวียนว่ายตายเกิดซึ่งเป็นแนวคิดเดิมที่เชื่อถือกันมาก่อนกระแสการปฏิรูปศาสนา ความเป็นเหตุเป็นผลและมนุษยนิยมจะเข้ามามีบทบาทโดยชนชั้นนำสยาม แนวคิดก้าวหน้าเหล่านี้ได้สืบทอดมาถึงพุทธทาส แม้ว่าเขาจะทำการเผยแพร่คำสอนมาตั้งแต่หลังปฏิวัติ 2475 แล้ว ผู้ไม่เห็นด้วยก็ยังไม่มีพลังต่อต้านมากนัก จนกระแสสังคมการเมืองเริ่มเปลี่ยนในทศวรรษ 2510 บ้านเมืองที่เต็มไปด้วยอาชญากรรม และความไม่มั่นคงทางการเมือง ทำให้ชาวพุทธจำนวนมากเรียกร้องศาสนาที่ควรจะเป็น นั่นคือ การกลับไปสู่ภายใต้โลกทัศน์จักรวาลวิทยาแบบไตรภูมิแบบเดิม เพราะเชื่อว่า การเชื่อเรื่องเวียนว่ายตายเกิด เชื่อเรื่องนรก-สวรรค์ จะทำให้คนเกรงกลัวต่อบาป และช่วยระงับการทำกรรมเลวของผู้คนที่หมั่นสร้างกันมากขึ้นทุกที โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คำสอนเช่นนี้ยังจะเป็นปราการป้องกันการเข้ามาทำลายล้างพุทธศาสนาของฝ่ายซ้าย-คอมมิวนิสต์ อย่างที่มีตัวอย่างให้เห็น ตัวบทของพุทธทาสที่ถูกผลิตซ้ำไปอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะเล่ม อภิธรรมคืออะไร? กลายเป็นสิ่งที่ผู้ที่ไม่เห็นด้วยใช้เป็นข้อมูลหลักในการวิจารณ์อย่างแสบสันต์ ก่อนไฟสงครามเย็นจะคลี่คลาย หลังจากนี้ พุทธทาสที่ผ่านการทดสอบอย่างหนักหน่วง กลับจะยิ่งทรงอิทธิพลมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะเมื่อเขามีสัมพันธภาพที่ดีกับข้าราชการสายตุลาการและชนชั้นนำอื่นๆ จนกลายเป็นหน้าตาของชาติ หลังจากได้รับการยกย่องเป็นบุคคลสำคัญของโลกในปี 2549 เนื่องในโอกาสครบ 100 ชาตกาล ทั้งยังกลายเป็นปากเสียงของฝ่ายอนุรักษนิยมที่ใช้เป็นวาทะต่อกรกับฝ่ายที่สนับสนุนขบวนการประชาธิปไตยในเวลาต่อมา

บรรณานุกรม
คึกฤทธิ์ ปราโมช, พระธรรมโกศาจารย์ (เงื่อม) และพระพรหมมังคลาจารย์ (ปั่น). (2507). วิวาทะ (ความเห็นไม่ตรงกัน) โดย พุทธทาสภิกขุ กับ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ชาวพุทธควรเชื่ออย่างไร. ม.ป.ท. :โรงพิมพ์อาศรมอักษร

ทิวาพร อภัยพัฒน์. (2560). “คนดี สำคัญกว่าทุกสิ่ง”: ญาติธรรมกับการสร้างการยอมรับพุทธทาสภิกขุในสังคมไทย พ.ศ. 2475 -2529 (วิทยานิพนธ์อักษรศาสตรมหาบัณฑิต). กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

นนทวุฒิ ราชกาวี. (2556). ความเชื่อแบบพุทธไทยในการต่อต้านคอมมิวนิสต์ ช่วง พ.ศ. 2508-2519. (วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต). กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

นริศ จรัสจรรยาวงศ์. (2568). เสถียร โพธินันทะ จาก "คฤหัสถ์ขมังเวทย์" สู่ "ฆราวาสมุนี". กรุงเทพฯ : แสงดาว.

บุญมี เมธางกูร. (2522). โต้..ท่านพุทธทาส! เรื่อง “จิตว่าง” เล่ม  1. กรุงเทพฯ : สุทธิสารการพิมพ์.

พระธรรมโกศาจารย์ (เงื่อม). (2489ก). วิถีแห่งการเข้าถึงพุทธธรรม. พระนคร :โรงพิมพ์พระจันทร์.

พระธรรมโกศาจารย์ (เงื่อม). (2489ข). วิถีแห่งการเข้าถึงพุทธธรรม. พระนคร :โรงพิมพ์กรมแผนที่ทหาร.

พระธรรมโกศาจารย์ (เงื่อม). (2491). วิถีแห่งการเข้าถึงพุทธธรรม. พระนคร : โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย.

พระธรรมโกศาจารย์ (เงื่อม). (2492). วิถีแห่งการเข้าถึงพุทธธรรม และ, ภูเขาแห่งวิถีพุทธธรรม. พระนคร : โรงพิมพ์อุดม.

พระธรรมโกศาจารย์ (เงื่อม). (2493). วิถีแห่งการเข้าถึงพุทธธรรม. พระนคร : โรงพิมพ์รุ่งเรืองธรรม.

พระธรรมโกศาจารย์ (เงื่อม). (2496). วิถีแห่งการเข้าถึงพุทธธรรม. พระนคร : โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย.

พระธรรมโกศาจารย์ (เงื่อม). (2498). วิถีแห่งการเข้าถึงพุทธธรรม. พระนคร :โรงพิมพ์การรถไฟฯ.

พระธรรมโกศาจารย์ (เงื่อม). (2510).  คู่มือมนุษย์ (อนุสรณ์ในการพระราชทานเพลิงศพ พ.อ. หลวงรามรณภพ (ทวนทอง สุวงศ์) ณ ฌาปนสถานกองทัพบก วัดโสมนัสวิหาร วันที่ 19 กันยายน 2510). ม.ป.ท. : โรงพิมพ์มหาดไทย กรมราชทัณฑ์.

พระธรรมโกศาจารย์ (เงื่อม). (2511). คู่มือมนุษย์ (อนุสรณ์ในงานฌาปนกิจศพ นายช้วน ศิริพงษ์ ณ เมรุวัดบางพลีใหญ่ใน อ. บางพลี จ. สมุทรปราการ วันอาทิตย์ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2511). ม.ป.ท. : โรงพิมพ์ไทยเขษม.

พระธรรมโกศาจารย์ (เงื่อม). (2514ก).  คู่มือมนุษย์: ย่อตามแนวคำสอน (อนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ ร้อยเอก คำรบ แสงจันท์ไทย ณ ฌาปนสถานกองทัพบก วัดโสมนัสวิหาร 29 กรกฎาคม 2514). ม.ป.ท. : โรงพิมพ์ ส. การพิมพ์.

พระธรรมโกศาจารย์ (เงื่อม). (2514ข). คู่มือมนุษย์ (ธรรมบรรณาการในงานพระราชทานเพลิงศพ พระประศาสน์วินิจฉัย (สมบูรณ์ ประศาสน์วินิจฉัย) ณ เมรุหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส วันพฤหัสบดีที่ 9 ธันวาคม พุทธศักราช 2514). ม.ป.ท. : โรงพิมพ์ชวนพิมพ์.

พระธรรมโกศาจารย์ (เงื่อม). (2515ก). คู่มือมนุษย์ (ธรรมบรรณาการในงานฌาปนกิจศพ นางจวน โอมาศ ณ เมรุวัดแก้วแจ่มฟ้า พระนคร วันที่ 2 เมษายน 2515). ม.ป.ท. : โรงพิมพ์อักษรสมัย.

พระธรรมโกศาจารย์ (เงื่อม). (2515ข). คู่มือมนุษย์ (ธรรมบรรณาการ ในงานฌาปนกิจศพ นางวิเศษนรการณ์ (ชม เศรษฐบุตร) ณ เมรุวัดมกุฏกษัตริยาราม วันพฤหัสบดี ที่ 29 พฤศจิกายน 2516). ม.ป.ท. : โรงพิมพ์อักษรสมัย.

พระธรรมโกศาจารย์ (เงื่อม). (2515ค). คู่มือมนุษย์ (อนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ ขุนสมานธุรชน (แถม นิลกำแหง) ณ เมรุวัดโสมนัสวิหาร นครหลวงฯ วันพุธ ที่ 13 กันยายน 2515). ม.ป.ท. :  ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลสหประชาพาณิชย์.

พระธรรมโกศาจารย์ (เงื่อม). (2515ง). คู่มือมนุษย์ (อนุสรณ์งานฌาปนกิจศพ คุณแม่สุน อัตถจรรยา วันเสาร์ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2516 ณ วัดสุทธาราม ต. บุคคโล ส๋าเหร่ กรุงเทพมหานคร). ม.ป.ท. : โรงพิมพ์อักษรสมัย.

พระธรรมโกศาจารย์ (เงื่อม). (2515จ). คู่มือมนุษย์ (อนุสรณ์งานฌาปนกิจศพ นางปรารมย์ สัมฤทธิ์เวชชศาสตร์ (ปรารมย์ หุตะดิลก)). ม.ป.ท. : โรงพิมพ์อักษรสมัย.

พระธรรมโกศาจารย์ (เงื่อม). (2515ฉ). ไสวบุญ (อนุสรณ์ในงานพระราชทานพลิงศพ นางสาวไสวบุญ สามโกเศศ ณ เมรุวัดเทพศิรินทราวาส วันพุธที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2516). ม.ป.ท. : โรงพิมพ์อักษรสมัย.

พระธรรมโกศาจารย์ (เงื่อม). (2516ก). คู่มือมนุษย์ (อนุสรณ์ในงานฌาปนกิจศพ นายชื้น หุตะจิตต์ ณ ฌาปนสถาน วัดโสมนัสวิหาร วันพฤหัสบดีที่ 30 สิงหาคม 2516). ม.ป.ท. : โรงพิมพ์อักษรสมัย.

พระธรรมโกศาจารย์ (เงื่อม). (2516ข). คู่มือมนุษย์ (อนุสรณ์การพระราชทานเพลิงศพ นายสมบูรณ์ โยธะพันธุ์ ณ เมรุวัดมกุฏกษัตริยาราม กรุงเทพมหานคร วันอังคารที่ 4 ธันวาคม 2516) โรงพิมพ์ข่าวทหารอากาศ.

พระธรรมโกศาจารย์ (เงื่อม).  (2517). คู่มือมนุษย์ (อนุสรณ์ในงานฌาปนกิจศพ นางอุบล โชติกะพุกกะณะ 6 พฤศจิกายน 2517). ม.ป.ท. : โรงพิมพ์อักษรสมัย.

พุทธทาสภิกขุ. (2515). พุทธประวัติจากพระโอษฐ์. พิมพ์ครั้งที่ 8, กรุงเทพฯ : ธรรมทานมูลนิธิ.
พุทธสาสนา. (2476). 1(1).

ภิกษุชยานันโทและคณะ. (2522). คำสอนเดียรถีย์. กรุงเทพฯ : องค์การพิทักษ์พุทธศาสน์.

สำนักโมกขพลาราม (2513). คู่มืออุบาสกอุบาสิกา ภาค 1-2 ทำวัตรเช้าเย็น และสวดมนต์พิเศษบางบท แปลไทย. ม.ป.ท.: ห้างหุ้นส่วนจำกัดการพิมพ์พระนคร.

สำนักโมกขพลาราม (2520). คู่มืออุบาสกอุบาสิกา ภาค 1-2 ทำวัตรเช้าเย็น และสวดมนต์พิเศษบางบท แปลไทย. ม.ป.ท.: ห้างหุ้นส่วนจำกัดการพิมพ์พระนคร.

อาลัยพระอาจารย์ บุญมี เมธางกูร (2535). ม.ป.ท. :  เทพประทานการพิมพ์.

อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ (2538). การเปลี่ยนแปลงโลกทัศน์ของชนชั้นผู้นำไทย ตั้งแต่รัชกาลที่ 4-พ.ศ. 2475. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.





__________________
หมายเหตุ: บทความนี้ขยายความจากส่วนหนึ่งของหนังสือ ภิญญพันธุ์ พจนะลาวัณย์, พุทธพาณิชย์ในตลาดหนังสือธรรมะไทย (กรุงเทพฯ : ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน), 2569)
__________________
เผยเเพร่ใน วารสารมานุษยวิทยาศาสนา 8(1), 3-32. 2569
ISSN 2697-5157 (Online) https://jorareview.blogspot.com

แสดงความคิดเห็น (0)
ใหม่กว่า เก่ากว่า